วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

น้อง ม.ต้น เข้าค่าย พี่ ม.ปลาย เลยไปหัวหิน

เพลินวานจร๊ะเพื่อนๆๆ ที่หัวหิน
เราเอารูปมาโชว์แล้วนะ มาย เอ๋ย หมู อิง เนิส กุ๋ย เข้ามาดูกันก่อนแล้วกันนะเดี๋ยวปิดเทอมเราไปเที่ยวกัน รอให้ติดกันหมดทั้งกลุ่มก่อนเหลืออยู่ก็ หมู เอ๋ย สู้ๆๆ อืมแล้วก็มายที่จะไปอยู่จุฬา
เราเอาใจช่วยนะ แล้วโลกใต้น้ำอะที่ อำเภอ หว้ากอ นะ รูปอาจน้อยไปหน่อยพอดีเราลืมเอากล้องตัวเองไปอะ+555+























































วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จุฬาฉลอง อันดับ138 ม.ชั้นนำของโลก

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) จัดงาน "เกียรติภูมิจุฬาฯ" เพื่อแสดงความยินดีแก่ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะผู้บริหาร ในโอกาสที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ ไฮเออร์ เอดูเคชัน (The Times Higher Education) ประจำปี 2009 อยู่ในอันดับ 138 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ดีขึ้นจากอันดับที่ 166 ในปีก่อน หรือก้าวกระโดดมากถึง 28 อันดับ และจัดยังเป็นอันดับที่ 20 ของเอเชีย และอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยังคงเป็นมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ใน 200 อันดับ

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กลิ่นมะนาวช่วยลด"เครียด"

กลิ่นมะนาวช่วยลด"เครียด"

โรมาเทอราปี (Aromatherapy) เป็นศาสตร์ของการใช้ "กลิ่นระเหย" มาช่วยดูแลสุขภาพ ในรูปของน้ำมันระเหยที่สกัดออกมาอย่างเข้มข้น ใช้ได้ทั้งเพื่อความงาม ในรูปของเครื่องสำอาง ใช้เพื่อสุขภาพ และใช้เพื่อพิธีกรรม โดยเฉพาะเพื่อความงาม ใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูเซลล์ผิว การขับสารพิษ การระงับเชื้อ ฯลฯ เราสามารถใช้เพื่อรักษาความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ ซ่อมแซมรอยแผล แต้มสิว บำรุงผม หรือการลดริ้วรอยความเหี่ยวย่น โดยใช้ในรูปแบบของโลชั่น น้ำมันนวด สบู่อาบน้ำ หรือแชมพู การใช้เพื่อสุขภาพ ด้วยคุณสมบัติของการคลายกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวด การฆ่าเชื้อ ฯลฯ เราสามารถนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ลดอาการหรือช่วยบำรุงสุขภาพเราได้ทั้งทางกายและทางใจ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากความเครียด ซึ่งยาเคมีสังเคราะห์มีผลข้างเคียงสูง ขณะที่น้ำมันหอมระเหยเป็นสารธรรมชาติ มีการตกค้างและผลข้างเคียงที่น้อยกว่าหรือไม่มีเลย ทำและใช้กันมาตั้งแต่โบราณกาลทีเดียว

ยิ่ง "มะนาว" นักวิทยาศาสตร์และการแพทย์ศึกษาแล้วพบว่า กลิ่นของมะนาว โดยเฉพาะจากเปลือก ช่วยลดความเครียดได้ เป็นการใช้กลิ่นหอมทดแทนการใช้ยา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวนี้ มีฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ผ่านทางผิวหนัง ช่วยระงับเชื้อจากบาดแผล แมลงกัดต่อย ฯลฯ รวมถึงกลิ่นมะนาวยังช่วยลดความดันโลหิตอีกด้วย


ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญไทย

1.รัฐธรรมนูญไทย มีมาจนถึงปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18


2.รัฐธรรมนูญที่อายุสั้นที่สุดได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มีอายุ 5 เดือน 3 วัน (ประกาศใช้ 27 มิถุนายน 2475 หมดอายุเมื่อ 10 ธันวาคม 2475 )

3.รัฐธรรมนูญที่อายุนานที่สุดได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มีอายุ 13 ปี 5 เดือน (ประกาศใช้ 10 ธันวาคม 2475 หมดอายุเมื่อ 9 พฤษภา 2489 )

4.รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับชั่วคราวแต่อายุการใช้นานกว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรบางฉบับได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มีอายุ 9 ปี
เดือน 20 วัน (ประกาศใช้ 28 มกราคม 2502 หมดอายุเมื่อ 20 มิถุนายน 2511 )

5.รัฐธรรมนูญที่มีที่มาพิสดารที่สุดคือรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 เพราะร่างแล้วซ่อนไว้ทีใต้ตุ่มน้ำสีแดง เรียกสั้นว่าตุ่มแดง

6.รัฐธรรมนูญที่มีมาตรามากที่สุดได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 มี 336 มาตรา (ประกาศใช้ 11 ตุลาคม 2540 หมดอายุเมื่อ 19
กันยายน 2549 )และถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด

7.รัฐธรรมนูญที่มีมาตราน้อยที่สุดได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มี 20 มาตรา (ประกาศใช้ 28 มกราคม 2502 หมดอายุเมื่อ 20
มิถุนายน 2511 )

8.รัฐธรรมนูญที่มีการร่างนานที่สุดได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ใช้เวลาร่าง 9 ปีเศษ

9.รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีมากที่สุดซึ่งกล่าวว่าเป็นการให้นายกรัฐมนตรีเป็นเผด็จการ เพราะมีอำนาจในการสั่งให้
ประหารชีวิต หรือ จะยึดทรัพย์สินใครก็ได้ เป็นต้น ได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 และฉบับที่ 9

10.รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 (ประกาศใช้ 9
ธันวาคม 2534 หมดอายุเมื่อ 11 ตุลาคม 2540 )

11.รัฐธรรมนูญที่มีการให้ประชาชนลงประชามติครั้งแรก ได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ฉบับปัจจุบัน (ประกาศใช้ 24 สิงหาคม
2550)

-->>ขอบคุณที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=504213<<--

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

9 วิธีแก้หลับเวลากวดวิชา

1. ถ้ารู้ว่าตัวเองต้องเข้าเรียนแต่เช้า : ก็อย่าดูหนังดูละครจนดึกเกินสี่หรือห้าทุ่ม เพราะเวลานอนที่ขาดไปมันมักจะมาเอาคืนช่วงเรียนพิเศษที่มีอาจารย์ในดีวีดีมากล่อมเสมอ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากนอนดึกแล้ว ก็ไม่มีวิธีไหนที่จะมาทำให้เราหายง่วงได้ นอกจากไปกินกระทิงแดง (แต่ก็ไม่แนะนำว่าไม่ดีต่อสุขภาพ)

2. พกขนมหรือน้ำเข้าไปด้วย : แต่ !!! ห้ามกินตั้งแต่เริ่มเรียน เพราะจะทำให้ง่วงง่ายมากกกกก ให้กินเมื่อเริ่มง่วงเท่านั้น (บางทีลองซื้อขนมที่เวลาแกะแล้วเสียงดังๆ เพราะเวลาแกะขนมนั้นจะทำให้เราตื่นเต้นและกลัวว่าคนข้างๆ จะด่า (มันมีวิธีอย่างนี้ด้วยเรอะ) ทำให้ตาสว่าง แต่ถึงอย่างไร ถ้าคิดว่าจะรบกวนคนข้างๆ ละก็ ก็ให้ซื้อขนมจุกจิกเล็กๆน้อยๆไปแทน) เมื่อหายง่วงก็ให้หยุดกินแล้วตั้งใจเรียนต่อไปซะ

3. อุปกรณ์สำหรับเรียนกวดวิชา : สำคัญนะคะ เพราะเวลาเราง่วงๆ ก็หยิบปากกาสี หรือพวกไฮไลท์มาวาดๆ เขียนในหนังสือให้มันคัลเลอร์ฟูลไปเลย แต่อย่าทำให้เลอะเทอะไป เพราะเวลาทบทวนหนังสืออาจจะทำให้เรามึนได้ ให้วาดๆ เขียนๆ ด้านหลังหนังสือก็ได้ หรือไม่ก็เวลาอาจารย์ให้เน้นอะไรก็ใส่สีให้พอสวยงามก็ทำให้เราหายง่วงได้เช่นกันค่ะ แต่ถึงยังไงก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์อย่ามัวแต่วาดเพลินนะคะ

4. ฝึกจินตนาการผ่านกวดวิชา : ลองมองดูอาจารย์สอนกวดวิชาสิคะ ท่านจะมีอะไรให้เราได้จินตนาการไปเรื่อยเปื่อยอยู่เสมอ ตั้งแต่คำพูดติดปากของอาจารย์ สีเสื้อผ้า ทรงผม เสียงหัวเราะของอาจารย์ บางที...มุขฝืดๆของอาจารย์ก็ช่วยพวกเราจากความง่วงงันได้เหมือนกันนะ

5. สำหรับคนที่ชอบหลับคาโต๊ะกวดวิชา : เราขอแนะนำ!! ให้ลองก้มลงไปนอนโต๊ะคนอื่นดูค่ะ (หา!!) แล้วจะไม่ง่วงอีกเลย (แต่จะได้เบ้าตาหมีแพนด้ามาแทน ...อ้าว)


6. ตั้งใจฟังอาจารย์ : เรียนให้เต็มที่ คำนวณอะไรก็คิดๆๆๆๆๆ คิดผิดก็คิดมันไป อาจารย์เฉลยว่าผิดแล้วก็ลบแอบๆ หน่อย (อายคนข้างๆ) พอเวลาคำนวณถูกก็เปิดมันเลย! ดูเส่ะๆพวกหล่อน ฉันคิดถูก ว่ะฮ่าๆๆๆ

7. สำหรับคนที่กินขนมแล้วชอบหลับ : แนะนำค่ะ ลูกอมรสเปรี้ยวๆ กินแล้วตื่นเต็มตาเลยค่ะ (แต่ถ้ากินบ่อยๆอาจทำให้คุณชินและหลับได้แม้กระทั้งในปากเปรี้ยวจี้ด) หรือไม่ก็ลูกอมมิ้นท์เย็นๆ แบบว่าเย็นสุดขั้ว กินแล้วเย็นไปถึงรูขุมขนได้ยิ่งดี นั่นจะทำให้คุณตื่น (แต่บางคนอาจจะหลับ) เรื่องลูกอมต้องค่อยๆลองไปสลับไปได้เรื่อยๆ ยิ่งดี วันนึงก็รสนึง อีกวันก็รสใหม่ จะทำให้เราไม่คุ้นและไม่ง่วง

8. หากเรียนไปแล้วเริ่มจะเข้าเฝ้าเทวดา : ให้นึกถึงเวลาที่ใกล้จะหมดสิคะ นั่นอาจจะทำให้รู้สึกลัลล้าและตื่นเต็มตาได้ แต่ถ้าหากเพิ่งจะเริ่มเรียนแล้วง่วงละก็ ลองไปล้างหน้าล้างตาดูนะคะ

9. บรรยากาศในห้องเรียน : เป็นส่วนหนึ่งทำให้เคลิ้มได้ บางทีก็เย็นจนปอดจะแข็งตาย บางทีก็ร้อนตับจะออกมานอกร่าง ขอแนะนำว่าให้ลองใจกล้าเดินไปบอกพี่ที่คุมเลยค่ะ ว่าร้อนหรือหนาว จะได้ไม่รู้สึกเคลิ้มหรือไม่เครียดขณะเรียน

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ท่องเที่ยวโอซาก้า 4 ฤดู


ฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อดอกท้อที่บานสะพรั่งร่วงโรยไปในราวกลางเดือนมีนาคม การแข่งขันซูโม่ประจำฤดูใบไม้ผลิ (Haru Basho) ก็จะเริ่มขึ้นติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สนามยิมเนเซียมโอซาก้าจะถูกแปลงเป็นเวทีแข่งขันซูโม่ ธงประจำค่ายสีสดใสปลิวไสวที่หน้าสนามสื่อให้ทราบว่าการแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ในช่วงเวลานี้ ท่านอาจมีโอกาสได้เห็นเหล่านักมวยปล้ำซูโม่ในชุดกิโมโนเดินขวักไขว่ปะปนอยู่ตามท้องถนนของเมืองด้วย
ในปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับดอกซากุระที่เริ่มผลิบานเป็นนิมิตหมายของฤดูใบไม้ผลิได้หลายๆแห่ง เช่นที่สวน Nishinomaru Teien ในสวนสาธารณะ Osaka-jo Koen หรือที่สวนสาธารณะ Nagai Koen ที่สวน Yodogawa Riverside Park ที่
โรงกษาปณ์ Zohei-kyoku ซึ่งมีต้นซากุระหลายร้อยต้นเรียงรายอยู่สองข้างทางเสมือนดังอุโมงค์ซากุระ และที่ริมแม่น้ำโอกาว่า ใกล้ๆ Nakanoshima ในยามที่ดอกซากุระกำลังบานนั้น ชาวญี่ปุ่นจะพาลูกหลานหรือเพื่อนฝูงมาปูเสื่อ พร้อมดื่มกินร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานใต้ต้นซากุระ ว่ากันว่า Toyotomi Hideyoshi เจ้าเมืองโอซาก้าก็โปรดปรานการชมซากุระเอามากๆ ทัศนียภาพเวลาซากุระบานเต็มเมืองโอซาก้า เมื่อมองจากชั้นบนของปราสาทในอดีตกาล คงงดงามจับใจเจ้าเมืองเป็นอย่างมาก


ฤดูร้อน
ก่อนเข้าฤดูร้อนราวหนึ่งถึงสองเดือน คือราวเดือนมิถุนายนเป็นฤดูที่ฝนตกบ่อย นักท่องเที่ยวจะสามารถเพลิดเพลินกับการชมดอกไอริสเบิกบานรับหยาดน้ำฝนที่สวนสาธารณะ Shirokita Koen ดอกไม้เขตร้อนนานาพันธุ์ที่ Sakuya Konohana Kan หรือดอกไฮเดรนเจียบริเวณปราสาทโอซาก้า ดอกไม้เหล่านี้ให้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากความงามของซากุระที่รับรองได้ว่าท่านจะไม่ผิดหวัง
ฤดูร้อนสำหรับคนโอซาก้านั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อมี
เทศกาล Tenjin Matsuri ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 24 และ 25 เดือนกรกฏาคมของทุกปี เทศกาล Tenjin Matsuri ถือเป็นหนึ่งในสามเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น กระบวนแห่ของศิษยานุศิษย์กว่า 3,000 คนในชุดแต่งกายโบราณจะเวียนไปรอบๆเมือง ก่อนที่จะพากันไปลงเรือราว 100 ลำล่องไปตามลำน้ำโอกาว่า ร้องรำทำเพลง และสนุกกับการชมพลุอันงดงามกว่า 5,000 ดอก หนุ่มๆสาวๆชาวโอซาก้าและผู้คนจากทั่วสารทิศราว 2 ล้านคนจะพากันแต่งชุดยูคาตะ (กิโมโนะสำหรับหน้าร้อน) มาชมกระบวนแห่ตามราวสะพานนับสิบๆแห่งที่ทอดผ่านลำน้ำและตามสองฝั่งแม่น้ำ สร้างความครึกครื้นอย่างที่จะหาเทศกาลใดมาเปรียบได้
นอกเหนือจากเทศกาล Tenjin Matsuri ที่ตื่นเต้นเร้าใจแล้ว แทบทุกศาลหรือทุกวัดในโอซาก้ายังมีเทศกาลประจำของตนต่างๆกันไป โดยเฉพาะ
พิธีแรกนาขวัญ Otaue Shinji ในเดือนมิถุนายน หรือเทศกาล Manto ระหว่างช่วง Obon รำลึกถึงญาติมิตรที่เสียชีวิตไปแล้วในเดือนสิงหาคม ก็เป็นอีกสองเทศกาลที่อยากแนะนำให้นักท่องเที่ยวลองมาชม

ฤดูใบไม้ร่วง
ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยงามอีกฤดูหนึ่งของปี โดยเฉพาะเมื่อใบของต้นแปะก๊วยสูงใหญ่เรียงรายสองข้างถนน Midosuji ซึ่งเป็นเมนสตรีทของโอซาก้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดงดงาม และที่สวนสาธารณะ Osaka-jo Koen ซึ่งมีปราสาทโอซาก้า ตั้งอยู่ ก็จะพบต้นเมเปิ้ลจำนวนมากเปลี่ยนสีเป็นสีแดงและส้มไปทั่วทุกแห่งหน และนั่นย่อมหมายถึงว่างาน Midosuji Kappo กำลังจะเริ่มขึ้น ในวันงาน ถนน Midosuji ตั้งแต่แถว Umeda ไปจนถึง Honmachi รวมระยะทางราว 1.6 กิโลเมตรจะถูกปิดไม่ให้รถยนต์สัญจรไปมา ผู้คนจำนวนมากจะพากันมาร่วมฉลองเล่นดนตรี ขับร้องฟ้อนรำ หรือเล่นเกมส์ต่างๆอย่างเสรี สร้างบรรยากาศที่ครึกครื้นได้ไม่น้อย และหากท่านย่างเท้าไปแถวบริเวณ Bay Area ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของตึก WTC ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดในภาคตะวันตก ท่านก็จะได้ชมความงามของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจากด้านหลังของสะพาน Akashi Kaikyo O-hashi ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกได้ด้วย
เทศกาลที่อยากแนะนำเป็นพิเศษสำหรับฤดูใบไม้ร่วงได้แก่ เทศกาลไหว้พระจันทร์แบบญี่ปุ่น หรือ Otsukimi เช่นที่ศาล Sumiyoshi Taisha หรือ
เทศกาลประดับดอกเบญจมาศ (Osaka-jo Kikunosaiten)ที่สวนสาธารณะในบริเวณปราสาทโอซาก้า และที่สวนสาธารณะ Tennoji Koen และเทศกาล Kishiwada Danjiri ในเมือง Kishiwada ทางตอนใต้ของโอซาก้าเป็นต้น

ฤดูหนาว
การประดับไฟช่วงคริสต์มาสเป็นบรรยากาศสำหรับช่วงฤดูหนาวในโอซาก้าที่ท่านสามารถเพลิดเพลินได้ทุกปี ย่านการค้าแทบทุกแห่งพากันประดับประดาไฟอย่างสวยงาม แต่ที่ๆสวยที่สุดคงเป็นที่บริเวณ Nakanoshima โดยเฉพาะบริเวณตั้งแต่ด้านหน้าของที่ว่าการเมืองด้านติดริมแม่น้ำ ไปจนถึงห้องสมุดเก่า และหอประชุมเมือง จะมีงาน Hikari No Renaissance จากราวต้นเดือนไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม หลังรับประทานอาหารเย็นแล้ว นักท่องเที่ยวควรลองไปเดินชมการประดับไฟแถวนี้ดูก่อนกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
และเมื่อเทศกาลปีใหม่ย่างมาถึง ท่านจะพบเห็นชาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนะจูงมือลูกหลานพากันไปนมัสการและขอพรจากพระและเจ้าตามวัดและศาลชินโตแทบทุกแห่งหน สำหรับที่ศาล Imamiya Ebisu-jinja ใจกลางเมือง ทุกวันที่ 9 -11 มกราคม บรรดาพ่อค้าแม่ขายจะพากันไปขอพรเทพเจ้าในเทศกาล
Toka Ebisu ซึ่งพวกเขาศรัทธาว่าสามารถอำนวยพรให้ทำมาค้าขึ้น และในราวปลายเดือนเดียวกันนี้ จะเป็นฤดูการแข่งขัน Osaka International Women’s Marathon ซึ่งบรรดานักวิ่งมาราธอนหญิงจากทั่วโลกจะมารวมตัววิ่งบนท้องถนนในเมือง เพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งระดับโลกต่อไป

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

อาหารไข่บอกนิสัย

"ไข่" เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมาทำอาหารได้มากมาย เช่น ไข่ลวก , ไข่ยัดไส้ , ไข่ดิบ ฯลฯ เรามีเมนูอาหารประเภทไข่ที่ชอบกินเป็นพิเศษบ้างรึเปล่าจ๊ะ ถ้ามีล่ะก็ รู้กันรึเปล่าว่าสามารถนำมาบอกลักษณะนิสัยได้ +555+
ไข่ลวก แสดงว่าเพื่อนๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยจะเรื่องมาก ใครที่อยู่ใกล้ก็มักสบายใจ เพราะเป็นคนไม่คิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้รำคาญใจ เป็นคนรักความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อย แต่เป็นคนที่ค่อนข้างจะใจร้อนอยู่สักหน่อย

ไข่ดิบ เพื่อนๆ จะเลือกทางเดินชีวิตโดยไม่สนใจคนอื่นๆ ว่าเขาเลือกกันอย่างไร เป็นคนที่มีทางเดินเป็นของตัวเอง โดยไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง และไม่ชอบที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นด้วย
ไข่ดาว แสดงว่าเพื่อนๆ เป็นคนที่ชอบความท้าทาย และเป็นคนที่มีความพยายามเป็นอย่างยิ่ง คุณนั้นเป็นคนที่กระตือรือร้นและไขว่คว้าหาโอกาสให้กับตัวเอง คุณจะไม่รอให้โอกาสต่างๆ เข้ามาหาคุณ คุณจะพุ่งเข้าใส่มันเอง

ไข่เจียว เป็นคนที่มีความยุติธรรม เป็นนักวางแผน และนักคิด เพื่อนๆ มักคิดและทำอะไรอย่างเป็นระบบ มีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง และมักคิดว่าคนอื่นมักคิดเช่นเดียวกับตัวเอง

ไข่ต้ม เป็นคนที่มีความอดทน หากต้องทำงานอะไรสักชิ้นหนึ่งก็จะทำให้มันเสร็จไปเลย ไม่ชอบที่จะค้างมันไว้ เพราะเพื่อนๆ จะหงุดหงิดกับมันมากหากทำไม่สำเร็จ มักจะใช้เหตุผลในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างอยู่เสมอ
ไข่ยัดไส้เพื่อนๆเป็นคนที่มีการเตรียมพร้อม ชอบท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่เป็นที่ที่ไม่ลำบาก เพราะมักจะไม่ค่อยมีความอดทนกับเรื่องพวกนี้ แม้กระทั่ง การทำงานก็เช่นกัน หากต้องทุ่มเทกับมันมากๆ ก็จะรับมันไม่ค่อยได้
ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ก็เป็นที่รวบรวมสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีทั้งโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ โอเมก้า 3 ฯลฯ ดังนั้นเรา จึงควรที่จะกินไข่เป็นประจำนะ เพื่อสุขภาพร่างกายของเรา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

10 เมืองน่าอยู่ของไทยจ้า
















ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเมืองแม่ฮ่องสอน
เราอาจเคยได้ยินเรื่องการจัดอันดับความน่าอยู่ของเมืองจากทั่วโลกกัน มาบ้าง... รู้ไหมว่า ในเมืองไทยเองก็มีการจัดอันดับเมืองน่าอยู่จากทั่วประเทศด้วยเช่นกัน โดยสถาบันที่จัดทำเรื่องดังกล่าวคือ "สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา" หรือ สทพ. ซึ่งเป็นมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่เรียกงานของพวกเขาว่าเป็นองค์กรเชื่อมต่อ ที่เชื่อมต่ออดีต ปัจจุบันและอนาคต เชื่อมต่อแนวคิด นโยบาย และการปฏิบัติเชื่อมต่อหรือการถักทอทางสังคมทำให้เกิดพลังทางสังคม สทพ.ได้ทำการจัดอันดับเมืองน่าอยู่จากทั่วประเทศ เมื่อปลายปีที่แล้ว(2551) โดย"เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่" ในความหมายของ"ดัชนีความน่าอยู่"ของ เมืองนี้ หมายถึง เทศบาลที่น่าอยู่สำหรับประชากรผู้อยู่อาศัยและผู้ท่องเที่ยวผ่านทาง ทั้งในมิติความปลอดภัย มิติความสะอาด มิติความมีคุณภาพชีวิตที่ดี มิติการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล และมิติความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมเป็น 5 มิติในการพิจารณาตัวชี้วัด โดยได้ทำการวิเคราะห์ดัชนีความน่าอยู่ของเทศบาลเมือง 124 แห่ง ทั่วประเทศ ผลปรากฏว่ามี 10 เมืองน่าอยู่ที่ติดอันดับดังต่อไปนี้

เมืองน่าน กับวิถีอันสงบงาม
อันดับ 10 "เมืองท่าบ่อ จ.หนองคาย" เมื่อปี พ.ศ. 2538 เป็นปีที่ได้มีการจัดตั้งเมืองท่าบ่อครบ 100 ปี ท่าบ่อหรือท่าบ่อเกลือในอดีต ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองท่าบ่อในรัชกาลที่ 5 อาชีพหลักของประชาชนชาวท่าบ่อคือทำการเกษตรกรรมและการประมง เมืองนี้มีหมู่บ้านประมงที่มีชื่อเสียงอยู่ที่ ต.กองนาง มีหมู่บ้านทำยาสูบ หมู่บ้านทำแผ่นกระยอที่ใช้ทำปอเปี๊ยะ มีหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง ตำบลน้ำโมง พระพุทธรูปเก่าแก่สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2105 เป็นศูนย์รวมใจคนท่าบ่อ
อันดับ 9 "เมืองกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ" หากเอ่ยชื่อเมืองกันทรลักษ์ อาจจะไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า เป็นที่ตั้งของเมืองทางขึ้นสู่ "ปราสาทพระวิหาร"(กรณีพิพาทที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบระหว่างไทย-กัมพูชา)เชื่อ ว่าหลายคนต้องร้องอ้อ...กันแน่นอน เมืองกันทรลักษ์เป็นเมืองชายแดน ที่มีความกลมกลืนทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของกันทรลักษ์คือ ผามออีแดง หน้าผาสูงราว 500 เมตร แบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันได้รับผลจากกรณีพิพาทพระวิหารทพให้ผามออีแดงต้องปิดไปโดยไม่มี กำหนด

หอแก้วมุกดาหาร หนึ่งในสัญลักษณ์จังหวัดมุกดาหาร
อันดับ 8 "เมืองนครพนม" นครพนมเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในเขตเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ อาทิ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขง ตลาดอินโดจีน รวมถึงตึกรามอาคารบ้านเรือนเก่าที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกที่แพร่เข้ามาในช่วง พ.ศ.2440-2460 บน "ถนนสุนทรวิจิตร" ไม่ว่าจะเป็นจวนผู้ว่าฯ หลังเก่า, อาคารโรงเรียนสุนทรวิจิตร, บ้านพักอัยการ, บ้านพักสรรพสามิต ตลอดจนบ้านพักอาศัยริมถนนหลายหลัง อีกทั้งยังมี"วัดนักบุญอันนา หนองแสง" อดีตศูนย์กลางของชาวคริสต์ริมฝั่งโขงอันสวยงาม ขณะที่ถ้าออกนอกเมืองไปยัง อ.ธาตุพนม ก็จะได้พบกับ"พระธาตุพนม" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนคนไทยต่างเคารพศรัทธา
อันดับ 7 "เมืองแสนสุข จ.ชลบุรี" เทศบาลเมืองแสนสุข หรือ เมืองแสนสุข เป็นองค์การปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ห่างจากตัวเมืองชลบุรี ประมาณ 13 กิโลเมตร สถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทยคือ "ชายหาดบางแสน" ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่ไกลนัก เพียง 89 กิโลเมตรเท่านั้น ในปีพ.ศ. 2536 เทศบาลก็ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองลักษณะพิเศษ (เมืองท่องเที่ยว) หาดบางแสน ในบริเวณหาดมีเครื่องดื่ม และอาหารทะเลประเภทของกินเล่นหาบมาขาย เช่น ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ห่อหมก ฯลฯ มีเก้าอี้ผ้าใบ ลูกยาง ว่ายน้ำให้เช่า มีห้องอาบน้ำจืดไว้บริการ ร้านอาหารหลายแห่งเรียงรายอยู่ริมหาด
อันดับ 6 "เมืองพะเยา" เมืองเก่าแก่อันสงบงามท่ามกลางเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตวัฒนธรรมและธรรมชาติ เมืองนี้มีสถานที่น่าสนใจ อาทิ "วัดศรีโคมคำ" สถานที่ประดิษฐาน"พระเจ้าตนหลวง" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา "กว๊านพะเยา" ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ แหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน นอกจากนี้ในจังหวัดพะเยายังเป็นจังหวัดที่มีอันซีนไทยแลนด์ถึง 2 แห่ง คือ "วัดพระเจ้านั่งดิน" และ "น้ำตกภูซาง"

กว๊านพะเยา แหล่งประมงน้ำจืดสำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน
อันดับ 5 "เมืองมุกดาหาร" หรือที่ชาวเมืองนิยมเรียกว่า "เมืองมุก" ตามเรื่องเล่าขานที่ว่ามีผู้พบเห็นดวงแก้วสดใสเปล่งปลั่งในขณะที่กำลังสร้างเมือง (พ.ศ.2331) มุกดาหารเป็นหนึ่งใน "ประตูสู่อินโดจีน" เพราะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เชื่อมจังหวัดมุกดาหารกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมืองนี้มีสิ่งน่าสนใจ อาทิ "หอแก้วมุกดาหาร" หนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดมุกดาหาร "ตลาดสินค้าอินโดจีน" ถ.สำราญชายโขง ศูนย์รวมสินค้าสารพัดอย่าง จากจีน รัสเซีย เวียดนาม ลาว ที่ขนถ่ายผ่านแขวงสะหวันนะเขต
อันดับ 4 "เมืองพิจิตร" เมืองพญาชาละวัน ถิ่นกำเนิดนิทานเรื่อง ไกรทอง เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง มีความหมายว่า "เมืองงาม" ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลก พิจิตรเป็นเมืองเก่าแก่ ในสมัยสุโขทัยปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและในศิลาจารึกหลักที่ 8 รัชกาลพระยาลิไท เรียกว่า "เมืองสระหลวง" ซึ่งมีสถานะเป็นหัวเมืองเอกของกรุงสุโขทัย พิจิตร เป็นที่ตั้งของ "บึงสีไฟ" บึงน้ำจืดขนาดใหญ่แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนพิจิตร และพิจิตรยังมีอันซีนเมืองไทยอยู่ที่ "วัดโพธิ์ประทับช้าง" ที่สร้างขึ้นโดย พระเจ้าเสือ หรือ พระสรรเพชญ์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงมาตุภูมิของพระองค์ อีกด้วย

วัดโพธิ์ประทับช้าง อันซีนแห่งเมืองพิจิตร
อันดับ 3 "เมืองน่าน" อีกหนึ่งเมืองในล้านนาตะวันออกที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวมจากเทือกเขา สูงถึงพื้นราบ ทำให้เสน่ห์ของเมืองน่านยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่ไปเมืองน่านจะพบกับสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมอันหลาก หลาย อาทิ วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุเขาน้อย วัดมิ่งเมือง พระธาตุแช่แห้งพระธาตุคู่เมือง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เป็นต้น อันดับ 2 "เมืองแม่ฮ่องสอน" เมืองสามหมอก อันสวยงามตามธรรมชาติของเทือกเขาสลับซับซ้อน เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ อาทิ วัดพระธาตุดอยกองมู สถานที่ประดิษฐานพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสามหมอก วัดจองคำ วัดจองกลาง โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) อันสวยงามจนได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ ที่มีปลาพลวงมากมายให้ชื่นชม ด้วยความน่าสนใจของเมืองอันสงบงามท่ามกลางธรรมชาติแห่งเขา

จึงไม่แปลกที่เมืองแม่ฮ่องสอนจะติดอันดับ 2 ของเมืองน่าอยู่ในเมืองไทย
อันดับ1 "เมืองพนัสนิคม จ.ชลบุรี" เทศบาลเมืองพนัสนิคม หรือ เมืองพนัสนิคม ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นเทศบาลขนาดกลางมีเนื้อที่ครอบคลุมตำบลพนัสนิคมทั้งตำบล อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 87 กม. ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 22 กม. เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเคยรุ่งเรืองเมื่อสมัย 1,000 ปี มาแล้ว หรือสมัยที่ขอมยังเรืองอำนาจอยู่ในอาณาจักรสุวรรณภูมิ ชาวพนัสนิคมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพาณิชยกรรม และหัตถกรรมที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับชาวพนัสนิคมเป็นอย่างมากคือ "การจักสาน" เช่น กระเป๋า ตะกร้า ฝาชี เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า "เมืองสะอาด" ตามคำขวัญของเมือง โดยมีรางวัลต่างๆ ที่รับรองความสะอาดดังนี้ รางวัลพระราชทาน 3 ปีซ้อน พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2534 และนั่นคือ 10 เมืองน่าอยู่ของไทย ที่แม้จะไม่ใช่เมืองในอุดมคติของใครหลายๆคน แต่ว่าก็เป็นเมืองทรงคุณค่าที่ทำให้รู้ว่า เมืองไทยเรานี้มีเมืองน่าอยู่ไม่เป็นรองชาติใดในโลกเลย.

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

เราอยากเข้าศิลปากร



วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสมัครสอบโควต้า


ม.ศิลปากร เราคิดว่าเพื่อนๆๆคงจะสมัครกันหมดแหละ


เพราะทุกคน ต่างตื่นเต้นและรอคอยกันมานาน


เพราะใครๆๆก็อยากที่จะติดที่นี่ กันทั้งนั้น


เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อยากจะเป็นเด็ก SU


แต่เราอะอยากได้คณะศึกษามากๆๆเลย


แต่ก็ไม่รู้ว่าข้อสอบจะยากขนาดไหน


แถมเอกที่เราชอบก็รับแค่ 20 คนเอง


เอาหละไม่ได้ตัวจริงก็ขอตัวสำรอง


อันดับต้นๆๆก็ยังดี แต่ยังไงเราก็จะ


พยายามอ่านหนังสือให้หนักมากขึ้น


เพื่อศิลปากร เพื่อนๆก็เหมือนกันนะอ่านกันเยอะๆ


โอ๊ย!!! อยากเข้าศิลปากร มากๆๆเลย

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"มศว"ชี้ข้อสอบ"GAT-PAT"ออกไม่ตรง

"มศว"ชี้ข้อสอบ"GAT-PAT"ออกไม่ตรงไม่วัดการคิดเชิงตัวเลข-ยากผิดเป้าหมาย
สทศ.เล็งเพิ่มตัวเลือก-ดัดนิสัยเดาทิ้งดิ่ง
มติชน 21 สิงหาคม 2552.
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ GAT เป็นข้อสอบที่วัดสมรถนะความถนัดพื้นฐานทั่วไปของนักเรียนที่เก็บสะสมตั้งแต่เด็กจนถึง ม.6 เป็นความรู้ทั่วๆ ไปที่เติบโตขยายผลเมื่อเข้าสู่การเรียนในระดับปริญญาตรี แต่ข้อสอบ GAT ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกวัดเพียง 2 ส่วน คือ ความสามารถในการใช้ภาษาไทย การคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล และการแก้ปัญหาโจทย์ และภาษาอังกฤษ ตนเคยเสนอที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ถึงการออกข้อสอบ GAT ของ สทศ.ซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะไม่มีข้อสอบที่วัดการคิดคำนวณเชิงตัวเลข หรือเชิงปริมาณ การวัดในส่วนนี้จำเป็น แต่ไม่ควรอิงกับหลักวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นเรียน และไม่ควรวัดในเชิงคณิตศาสตร์ชั้นสูง นอกจากนี้ การให้น้ำหนัก GAT 50% มากเกินไป ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยเสียเปรียบเด็กในเมืองใหญ่ๆ จึงอยากเสนอให้เพิ่มข้อสอบที่วัดการคิดคำนวณเชิงตัวเลข และปริมาณ และแบ่งคะแนนเป็น 3 ส่วน โดยวัดความสามารถในการใช้ภาษาไทย และการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล 1 ส่วน ภาษาอังกฤษ 1 ส่วน และการคิดคำนวณเชิงตัวเลขหรือเชิงปริมาณอีก 1 ส่วน

นายชาญวิทย์กล่าวว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือ PAT เป็นข้อสอบที่ยาก มีเป้าหมายวัดความสามารถเฉพาะทางของนักเรียน ที่ต้องการเรียนในสาขาเฉพาะทาง แต่ข้อสอบต้องไม่ลงลึกในเนื้อหาวิชาการ เพราะหากวัดในลักษณะนั้นเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งผิดเป้าหมายการออกข้อสอบ PAT ยอมรับว่าผู้ที่ออกข้อสอบ PAT มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ มาก แต่อาจบกพร่องในการวัดผลและประเมินผล ทำให้ออกข้อสอบวัดความรู้ทางวิชาการชั้นสูงในวิชาเฉพาะมากเกินไป เด็กจึงบ่นว่าข้อสอบ PAT ยากมาก อยากบอก สทศ.ว่าถ้าเปลี่ยนแปลงการออกข้อสอบ GAT และ PAT ให้มีเป้าหมายมองให้รอบด้าน และเป็นไปตามปรัชญาการวัดและประเมินผลจริงๆ จะทำให้ลดปัญหาการกวดวิชาลงได้ เพราะไม่มีเนื้อหาให้ต้องกวดวิชา อีกทั้ง เมื่อข้อสอบยาก ทำให้เด็กเบื่อหน่าย และหนีไปสอบรับตรงมากขึ้น

นางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการ สทศ.กล่าวว่า จะปรับแบบทดสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 3 เดือนตุลาคม 2552 เพื่อลดการเดาข้อสอบแบบทิ้งดิ่ง ซึ่งมีโอกาสให้เดาถูก 25% โดย สทศ.จะเพิ่มตัวเลือกคำตอบมากกว่า 4 ตัวเลือก ส่งผลให้โอกาสเดาถูกลดลง นอกจากนี้ จะเพิ่มเนื้อหาการคิดวิเคราะห์มากขึ้น หมายความว่าเด็กต้องอ่านจนครบจึงได้คำตอบ ส่วนการให้คะแนนติดลบในวิชา GAT1 การคิดวิเคราะห์นั้น ข้อสอบวิชานี้เด็กต้องอ่าน และวิเคราะห์ก่อนจึงค่อยตอบ และคำตอบมีหลายตัวเลือก ที่ผ่านมาพบว่า เด็กที่ตั้งใจทำข้อสอบคิดวิเคราะห์ได้ กลับคะแนนน้อยกว่าเด็กที่เลือกคำตอบแบบทิ้งดิ่ง อีกทั้ง สทศ.ต้องการวัดคุณภาพของเด็ก ไม่ใช่วัดความสามารถในการเดา เพราะต้องการให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้เมื่อจบ จึงต้องให้คะแนนติดลบต่อไป อย่างไรก็ตาม จากนี้จะวิจัยว่าการให้คะแนนติดลบมีผลดีหรือผลเสีย หากพบว่ามีผลดี จะขยายให้มีคะแนนติดลบเพิ่มขึ้นในหลายๆ วิชา ถ้ามีผลเสียก็จะลดลงที่ผ่านมา สทศ.ได้ลองให้นักศึกษาปี 2 ในมหาวิทยาลัยทำข้อสอบ GAT และ PAT วิทยาศาสตร์ ความถนัดทางวิชาชีพครู คณิตศาสตร์ พบว่านักศึกษาทำคะแนนได้สูงกว่า ม.6 ถึง 2-3 เท่า สะท้อนตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดสอบที่ต้องการวัดความรู้เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ต่อไป สทศ.จะลองให้นักศึกษาปี 2 สอบครบทุกวิชา เพื่อวิเคราะห์ และนำเสนอ ทปอ." นางอุทุมพรกล่าว
รอฟังข่าวกันอีกต่อไปนะจร๊ะเพื่อนๆๆ

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คอนแทคเลนส์ หรือ เลนส์สัมผัส จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อปรับสายตา แต่ในปัจจุบันได้มีการนำเอาคอนแทคเลนส์มาใช้สวมใส่เพื่อความสวยงาม ซึ่งมีทั้งแบบที่ทำให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น และแบบที่ช่วยเปลี่ยนสีตาเป็นสีต่าง ๆ ได้ กระแสคอนแทคเลนส์แฟชั่นได้แพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณต้นปี 2549 ที่ผ่านมา โดยวัยรุ่นไทยนิยมใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นเพื่อให้ตา กลมโตเลียนแบบดาราเกาหลี และญี่ปุ่น คอนแทคเลนส์แฟชั่นดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในนาม บิ๊กอายส์ หรือ คอนแทคเลนส์ตาโต ราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ระยะเวลาการใช้งานก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 1 ปี ปัจจุบันคอนแทคเลนส์แฟชั่นไม่ได้มีวางจำหน่ายแต่เฉพาะในร้านแว่นตา หรือคลินิกจักษุแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีวางขายตามแผงค้าตามแหล่งแฟชั่น รวมไปถึงการวางจำหน่ายในเว็บไซต์ ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อคอนแทคเลนส์แฟชั่นมาสวมใส่ได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าจะใช้คอนแทคเลนส์เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เลนส์ที่ใช้จะต้องสัมผัสกับผิวของดวงตาที่บอบบาง การติดเชื้อหรือฉีกขาดอาจเกิดได้ง่าย จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้คอนแทคเลนส์หากใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้ เหมือนกับข่าวเมื่อปลายปี 49 ที่ผ่านมา ที่มีชายชาวนิวซีแลนด์ที่ตาบจากการสวมใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นเพื่อความสนุกสนานในงานปาร์ตี้ จนเกิดการติดเชื้อหลังสวมใส่คอนแทคเลนส์นาน 3 วัน ทั้งนี้การใส่คอนแทคเลนส์จะต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์ โดยผู้สวมใส่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ หรือนักทัศนมาตรศาสตร์ หรือคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดทำมาตรการกำกับดูแลคอนแทคเลนส์ทุกประเภทให้เข้มงวดมากขึ้น โดยได้จัดทำร่างประกาศกำหนดให้คอนแทคเลนส์ทุกประเภท เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า จะต้องแจ้งรายละเอียดต่ออย.ก่อนผลิตหรือนำเข้า อีกทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าต้องจำหน่ายคอนแทคเลนส์ให้กับสถานที่ที่กำหนดเท่านั้น เช่น สถานพยาบาล ผู้บริโภคไม่ควรซื้อคอนแทคเลนส์ที่จำหน่ายตามแผงลอย เพราะอาจเป็นอันตรายถึงตาบอดได้ นอกจากนี้ อย. ยังได้กำหนดให้ฉลากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะต้องมีคำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังต่าง ๆ บนฉลากอย่างชัดเจน นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ประชาชนควรระมัดระวังการใช้คอนแทคเลนส์ทุกชนิด โดยไม่ควรซื้อมาใช้เอง และซื้อจากร้านที่เป็นแผงลอย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด และหากมีภาวะผิดปกติ เช่น ต้อเนื้อ ต้อลม ตาแดง กระจกตาไต่อความรู้สึกลดลง ตาแห้ง กะพริบตาไม่เต็มที่ ก็ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ สิ่งที่สำคัญที่ต้องระลึกถึงอยู่เสมอคือเรื่องสุขลักษณะ ต้องล้างมือให้สะอาดและทำให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์ การสวมและการเปลี่ยนเลนส์ก็ให้เป็นไปตามระยะที่กำหนด การล้างและการเก็บรักษาเลนส์ก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนภาชนะที่เก็บเลนส์ก็ต้องรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ ห้ามใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับบุคคลอื่น ห้ามใส่ขณะว่ายน้ำเพราะอาจทำให้ติดเชื้อที่ตา และห้ามใส่เวลานอน ถึงแม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตาม และต้องถอดทำความสะอาดทุกวัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหรือปวดตาเป็นอย่างมาก ร่วมกับอาการแพ้แสง ตามัวลง น้ำตาไหลมาก ตาแดง ให้หยุดใช้คอนแทคเลนส์ทันที และให้รีบไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยเร็ว...

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

10 วิธีบอกรักแม่ ทำไปเลยไม่ต้องอายจร๊ะ



1.ส่งการ์ด การ์ดอวยพรที่ต้องเข้ากับเทศกาล จะเป็นภาพดอกมะลิ หรือรูปที่สื่อถึงความรักของแม่กับลูก อย่าหยิบผิดเป็นภาพต้นคริสมาสต์มาล่ะหรือใครมีทักษะด้านศิลปะ ก็โชว์ได้เต็มที่เลย
ภายในการ์ดก็บรรเลงความในใจ ความรัก สิ่งที่อยากจะพูดกับคุณแม่ได้เลย ลูกๆ ขี้อายเลือกไปใช้ได้

เลยนะ

2 กอด
วิธีธรรมดาที่สามารถส่งต่อความอบอุ่นได้ดี ไม่ต้องใช้อะไร นอกจากอ้อมกอดจริงใจ เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อแม่ วิธีการ ก็ง่าย รอจังหวะที่แม่อารมณ์ดี และกำลังว่างอยู่ แล้วเราเดินไปหาแม่ บอกกับแม่ว่า "ขอกอดแม่หน่อยนะ" พร้อมกับกอด แล้วพูดว่า "หนูรักแม่ค่ะ"
3 อาสางานบ้าน

4.กราบเท้า พวงมาลัย เพิ่มความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยวิธีการที่ทุ่มเทมากขึ้น ขั้นแรกต้องไปหาเข็มกลัดดอกมะลิที่มีขายทั่วไป หรือพวงมาลัยดอกมะลิก็ได้ ค่ำวันที่ 12 สิงหา เป็นเวลาที่เหมาะสุด อาจเป็นตอนที่แม่กำลังดูละครหลังข่าวนั่นล่ะ คลานเข่าเข้าไปเลยวัยรุ่น กราบที่เท้าของท่าน พร้อมยื่นดอกมะลิที่เตรียมมา อย่าลืมประโยคเด็ด "หนูรักแม่ค่ะ"


5.ผลการเรียน การสอบหรูๆ วิธีนี้ไม่ต้องเป็นลูกๆ ที่เรียนเก่งก็ได้ ความจริงเหมาะสำหรับเด็กดื้อที่ตั้งใจเรียนน้อยๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะ จะได้ชี้ชัดไปเลยว่า เราตั้งใจทำเพื่อแม่จริงๆ โดยไปบอกกับแม่ ในวันแม่ว่า" หนู จะตั้งใจเรียน แล้วเอาเกรดดีๆ มาให้แม่ ค่ะ" เป็นวิธียิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ทั้งแม่ดีใจ การผลการเรียนดีขึ้นไปพร้อมกันเลย

6.ข้อความประทับใจ สำหรับลูกๆ ขี้อายอีกแล้ว และก็สำหรับลูกๆ ที่อยู่ไกลจากคุณแม่ด้วย ลูกๆ หลายคนทำมึน 'เอ๊ะ ข้อความควรเป็นอย่างไรนะ' แหม ไม่ต้องเลย ทีส่งข้อความสื่อรักให้กับ เพื่อนหนุ่ม เพื่อนสาวเนี่ย ถนัดคิดกันมาได้มากมาย ไม่ยากหรอก แค่ใช้หลักการเดียวกัน คือ สื่อความรักของเราออกไป
"1 ปี แม้ลูกคนนี้อาจทำดีไม่มาก แต่ก็รักแม่ม๊ากมาก^ ^รู้ว่าแม่เหนื่อกับลูกคนนี้มามาก ลูกก็เหนื่อยกับแม่เหมือนกัน เพราะรักแม่เท่าไร ก็ไม่เคยเท่าที่แม่รักลูกคนนี้สักที อิอิ รักแม่ครับ""อยากขอโทษในสิ่งไม่ดี ที่เคยทำแม่เสียใจ จากนี้จะตั้งใจทำดีให้แม่สุขใจบ้าง รักแม่นะ"


ยากไหมค่ะเพื่อนๆๆ สู้ๆๆทำได้อยู่แล้ว


7.บอกรักผ่านจอ ถ่ายวีดีโอ/วีดีโอคลิป ถึงเวลาใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายวีดีโอคลิป ในทางสร้างสรรค์กันเสียทีเด็กดีรักแม่ ใครจะถ่ายเป็นวีดีโอก็ได้ จะเป็น จะแนวยิ้มๆ เขินๆ บอกความในใจก็ได้ แต่จะมาทำเป็นเล่น ตลกไร้สาระไม่ได้นะ เดี๋ยวความซึ้งจะกลายเป็นความเสื่อมไป ทางที่ดีควรเอาแนวซึ้งดีที่สุด ดังนั้นให้ไปบิ้วอารมณ์กันมาก่อน ลองนึกถึง ตอนที่เราทำให้แม่เสียใจ,ตอนที่แม่เสียสละให้เรา,นึกถึงเวลาแม่กอดเรา
อาจต้อง เขียนสคริปเล็กน้อย แต่ไม่ต้องถึงกับอ่านกระดาษหรอกนะ แล้วก็พูดไปเลย พูดไปให้หมด อยากจะขอโทษเรื่องไหน อยากจะบอกความรักที่มีให้แม่อย่างไร ตามความรู้สึกเลย ส่วนการเปิดให้ดูก็เปิดผ่านคอมพิวเตอร์ให้แม่ดูก็ได้นะ

8.มื้ออิ่มใจ ต้องอาศัยการเตรียมตัวสักหน่อย เพราะเป็นวิธีบอกรักที่อาศัยทุนทรัพย์และความมุ่งมั่น เรามาทำมื้อความสุขให้คุณแม่กัน โดยอาจจะบอกแม่เอาไว้ก่อนว่า วันนี้มีอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าบอกความจริงเรื่องที่เราจะทำให้ล่ะ เดี๋ยวไม่ประหลาดใจ ถ้าใครกระเป๋าหนัก หรือ ไม่มีเวลามากนัก ก็พาแม่ไปรับประทานอาหาร ที่ร้านอาหารเลย โดยมื้อนี้ลูกรักต้องขอเป็นคนเลี้ยงแม่บ้างด้วยนะ ส่วนใครอยากทำซึ้งได้อีก ก็วิธีนี้เลย ฝึกทำอาหารสัก 2 อย่าง แนะนำว่าอาหารหลักเป็นอาหารจานเร็ว ที่ทำไม่ยาก อย่างเช่น สปาร์เก็ตตี้ซอสเห็ด,ซุปไก่,ข้าวผัดกุนเชียง ตามด้วยเครื่องดื่มอย่างเช่น น้ำผลไม้ แล้วใครจะซึ้งได้อีก ก็ตบท้ายด้วยขนมก็ได้ เพราะท่าทางจะยุ่งยากเสียหน่อย รับรองแม่อิ่มท้อง อิ่มใจไปหลายวัน (ทุกเมนูควรผ่านการชิม และจดสูตรอร่อยไว้แล้วนะ ตั้งใจทำทั้งทีนี่นา)

9.ทำCD พรีเซ้นต์ จะทำเป็นไฟล์ หรือเป็นแผ่น CD หรูหรา (เพื่อความสะดวก ถ้าแม่อยากเอาไปอวดเพื่อนถึงความประทับใจ)ไม่ยากๆ เหมือนที่เราทำสไลด์ใน (hi5) นั่นล่ะ ถ้าใครทำไม่เป็น ลองถามเพื่อนๆ ดู ต้องมีสักคนล่ะ ที่ยอมมาเป็น อาจารย์สอนวิทยายุทธ์นี้ให้ โดยเลือกรูปเรากับแม่เอามาไว้เยอะ ยิ่งตอนเด็กๆ ยิ่งดี ให้แม่ย้อนถึงอดีตยิ่งซึ้งใหญ่ ประกอบด้วยเพลงแนะนำอย่าง 'ค่าน้ำนม','อิ่มอุ่น' ศุ บุญเลี้ยง, 'แม่' เสก โลโซ,เบิร์ด ธงชัย ฯลฯ ใครอยากซึ้งได้อีก แนะนำว่า ร้องคาราโอเกะใส่ดนตรีมาเลย โห แค่คิดก็น้ำตาจะไหลแล้ว
10.ปิดท้ายด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด จริงใจที่สุด ทำได้บ่อยๆ การแสดงความรัก รักแม่ เสียสละเพื่อแม่บ้าง กอดแม่บ้าง รับใช้คุณแม่ ตั้งใจเรียนเพื่อแม่ พูดไพเราะกับแม่ ไม่เถียงแม่ เชื่อฟังแม่ ฯลฯ ถ้าเราทำด้วยความรักจริงๆ รับรองเราทำได้ไม่มีเบื่อ
ข้อมูลการกินอาหารบำรุงสมองนี้ ได้มาจากศึกษา 2 กลุ่มตัวอย่างของ อาจารย์แคโรลีน เอดมอนส์ และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสท์
ลอนดอน อังกฤษ ที่ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กๆ อายุ 7-9 ปี ประมาณ 60 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ดื่มน้ำ 250 มิลลิลิตรก่อน
สอบ 20 นาที และอีกกลุ่มไม่ได้ดื่มน้ำเพิ่ม หลังจากนั้นให้เด็กๆ หาจุดแตกต่างระหว่างการ์ตูน 2 ตัว ผลการศึกษาพบว่า เด็กๆ ที่ได้ดื่มน้ำก่อน
สอบทำคะแนนได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่มน้ำ 34% เมื่อให้ทำแบบทดสอบที่ยากขึ้น กลุ่มที่ดื่มน้ำทำคะแนนได้ดีกว่า 23%

กินปลาดีที่สุด

มีการศึกษาอีกรายงานหนึ่งที่ทำโดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเตนบวก ประเทศสวีเดน ที่ทำการศึกษาในเด็กผู้ชายวัยรุ่นอายุ 15 ปี โดยมอบปลา
ให้อาสาสมัครอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พบว่า เด็กๆ ที่กินปลามากกว่า สามารถทำแบบทดสอบไอคิว (IQ) ได้คะแนนดีกว่า และจากการ
ศึกษายังพบอีกว่า การกินปลาช่วยให้สมองเด็กทารกทำงานได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงสมรรถภาพสมองเสื่อมลงในคนวัยกลางคน นอกจากนั้นเด็กๆ ที่
คุณแม่กินปลาในระหว่างตั้งครรภ์ (ท้อง) ก็มีพัฒนาการดีกว่า อีกด้วย

เคล็ดลับง่ายๆที่นำมาบอกกันจร๊ะเพื่อนๆๆ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

น่าเสียดาย (ธรรมจักร) โดยท่านว.วชิรเมธี

น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ
น่าเสียดายที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง
น่าเสียดายที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป
น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว14 ครั้ง
น่าเสียดายที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา
น่าเสียดายที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา
น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุด
น่าเสียดายที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า
น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา
น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ8 บรรทัด
น่าเสียดายที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊
น่าเสียดายที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า
น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา
น่าเสียดายที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล
น่าเสียดายที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก
น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้ทาน

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก




1.ชิเชน อิตซา คาบสมุทรยูคาตาน เม็กซิโก
ชิเชน อิตซาเป็นภาษามายาแปลว่า ต้นทางแห่งความสุขสบายของประชาชน ชิเชน อิตซาเป็นวิหารที่โด่งดังที่สุดของชนเผ่ามายา ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอารยธรรมมายา การผสมผสานทางโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างหลากหลายชนิดของชิเชน อิตซา ทั้งพีระมิดแห่งเทพเจ้าคูคุลคาน (เทพเจ้าสูงสุดของชาวมายาซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์) วิหารชัค มุล (รูปปั้นซึ่งเป็นศิลปะแบบมายา) ห้องโถงที่เต็มไปด้วยเสาหลายพันต้นและลานกว้างที่ใช้เป็นที่ชุมนุมของประชาชนในอดีตนั้น แสดงให้เห็นถึงความพิเศษในเชิงสถาปัตยกรรมด้านการจัดวางองค์ประกอบของเนื้อที่และพื้นที่ใช้สอย โดยเฉพาะในส่วนของพีระมิดแห่งเทพเจ้าคูคุลคานซึ่งถือเป็นพีระมิดแห่งสุดท้ายและเป็นพีระมิดที่กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมายาด้วย

2.รูปปั้นพระเยซูคริสต์ นครริโอเดอจาเนโร บราซิล
รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกวาโด มีความสูงราว 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดยไฮตอร์ ดาซิลวา คอสตา ชาวบราซิล และสร้างโดยพอล ลันดอฟสกี้ ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ปี พ.ศ.2474 รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครริโอเดอจาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1,800,000 รายต่อปี

3.มาชู ปิกชู ประเทศเปรู
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิ ปาชาคูเทค ยูปันกี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคา ได้สร้างเมืองแห่งหนึ่งบนภูเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกชื่อว่า มาชู ปิกชู (มีความหมายว่าภูเขาโบราณ) ปัจจุบันอยู่ในประเทศเปรู ที่ตั้งของเมืองนี้ค่อนข้างกันดารยากที่จะเข้าถึง โดยตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดิส ลึกเข้าไปในป่าอเมซอนและอยู่เหนือแม่น้ำอุรุบัมบา ซึ่งภายหลังชาวอินคาได้อพยพออกจากเมืองนี้เนื่องจากเกิดโรคระบาดขึ้น หลังจากอาณาจักรอินคาล่มสลายจากการพ่ายแพ้สงครามให้กับชาวสเปน เมืองแห่งนี้ก็ได้หายสาบสูญไปกว่า 3 ศตวรรษ จนกระทั่งได้รับการค้นพบใหม่โดยฮิราม บิงแฮม นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2454

4.กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีนตั้งอยู่บนพรมแดนทางตอนเหนือของประเทศจีน เริ่มต้นสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน (ราวปี พ.ศ.322-337 หรือ 221-206 ปีก่อนคริสตกาล) โดยมีจุดประสงค์ในการเชื่อมโยงป้อมปราการให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่ามองโกลในอดีต มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 6,700 กิโลเมตร ถือเป็นสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ยาวที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ผู้คนจำนวนหลายพันคนต้องอุทิศชีวิตให้กับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้ นอกจากนี้ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่ากำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นได้จากอวกาศ กำแพงเมืองจีนได้รับการคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2529

5.เปตรา ประเทศจอร์แดน
เปตราเป็นภาษากรีก มีความหมายว่าหิน เมืองโบราณเปตราตั้งอยู่ในทะเลทราย เป็นเมืองหลวงของชนเผ่านาบาเชียนซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจอร์แดนในสมัยก่อน สร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์อาเรตัสที่ 4 (9 ปีก่อนคริสตกาล-ค.ศ.40) ชาวนาบาเชียนสร้างเมืองแห่งนี้โดยใช้วิธีการแกะสลักหินให้เป็นช่องอุโมงค์ โรงละครของเมืองแห่งนี้ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงละครแบบกรีก-โรมันมีเนื้อที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 4,000 คน ส่วนหน้าของวิหารเอล เดียร์ ซึ่งสูง 42 เมตร ในเมืองแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอีกแห่งหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณที่หลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้

6.ทัชมาฮาล เมืองอักรา ประเทศอินเดีย
ทัชมาฮาลสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ชาห์ จาฮัน เพื่อใช้เป็นที่ฝังศพของพระนางมุมทัซ มาฮาล มเหสีที่พระองค์ทรงรักมากที่สุดซึ่งเสียชีวิตขณะมีอายุได้เพียง 39 ชันษาหลังจากที่ให้กำเนิดบุตรคนที่ 14 ทัชมาฮาลสร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศักราช 1631-1648 สร้างโดยใช้หินอ่อนสีขาวทั้งหลัง รวมทั้งใช้วัสดุในการตกแต่งชั้นเลิศจากทั่วเอเชียซึ่งขนส่งโดยใช้ช้างกว่า 1,000 ตัว ทัชมาฮาลได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะแบบมุสลิมที่สวยงามสมบูรณ์แบบมากที่สุดในอินเดีย นอกจากนี้ ทัชมาฮาลยังเป็นสถานที่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดของอินเดีย มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมทัชมาฮาลราวปีละเกือบ 3 ล้านคน

7.สนามกีฬาโคลอสเซียม กรุงโรม ประเทศอิตาลี
สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลม ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรมแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้มีแต่การต่อสู้และการแข่งขันที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม

โคลอสเซียม



โคลอสเซียมแห่งโรม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยโบราณ ตั้งอยู่ที่กรุงโรมประเทศอิตาลีพระเจ้าเวชเปเซียนทรงโปรดให้สร้างขึ้นในราว ค.ศ. 72 - ค.ศ. 80 สถานที่แห่งนี้พระเจ้าเวชเปเซียนเสด็จมาประทับทอดพระเนตรการแสดงกีฬาต่างๆในสมัยโบราณ ตัวสนามสร้างเป็นวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้นจุคนดูประมาณ 80,000 คน มีห้องใต้ดินสำหรับขังนักโทษ และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่แสดงกีฬา ประลองฝีมือ ในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง และบรรดาเหล่านักโทษ ให้ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมาก ปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันชาติฝรั่งเศส



วันชาติฝรั่งเศสตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันแห่งการปฎิวัติการปกครองจากระบบเจ้าขุน


มูลนายไปสู่การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครอง


แบบยุกโบราณจนกระทั้งได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรกจากบุกเข้าทลายคุกบาสติลที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์


ของการกดขี่ประชาชน เมื่อ 209 ปีก่อนและนำไปสู่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ โดย


สมัชชาแห่งชาติได้กำหนดโครงสร้างกฏหมายฉบับใหม่ที่ยกเลิกการให้ความมีเอกสิทธิ์ ขจัดเรื่องสินบนและ


ล้มเลิกระบบฟิวดัล(ระบบศักดินา) จากนั้นต่อมาจึงมีการจัดงานฉลองแห่งชาติขึ้นเรียกว่า "The Feast of


the Federation" เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์จลาจลที่กองกำลังแห่งชาติจากทั่วประเทศได้


เดินทางรวมพลกันที่ "Champs-de-Mars" ในกรุงปารีส แต่พอหลังจากนั้นการจัดงานฉลองเพื่อรำลึก


ถึงเหตุการณ์ของวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2332 ก็ต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศยังคงไม่


สงบเกิดสงครามปฏิวัติขึ้นหลายครั้งในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ.2335-2345 และมาในสมัย "the Third


Republic*"นี้เอง รัฐบาลจึงได้มีความคิดที่จะรื้อฟื้นการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสขึ้นมาใหม่ โดยมี


การผ่านร่างกฎหมายฉบับเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2423 ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปี


เป็น "วันชาติฝรั่งเศส"และได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งแรกขึ้นในปีเดียวกันนั้น



ทั้งนี้งานจะเริ่มตั้งแต่ค่ำของวันที่ 13 โดยจะมีการแห่คบเพลิงและล่วงเข้าวันรุ่งขึ้นเมื่อระฆังตามโบสถ์วิหาร


ต่าง ๆ หรือเสียงปืนดังขึ้นนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่างานฉลองได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เริ่ม


จากริ้วขบวนการสวนสนามของเหล่าทัพ จากนั้นเมื่อถึงช่วงเวลากลางวันประชาชนจะร่วมฉลองด้วยการเต้น


รำอย่างรื่นเริงสนุกสนานไปตามท้องถนนและมีการจัดเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกจนถึงเวลาค่ำ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้


ก็คือการจุดพลและการละเล่นดอกไม้ไฟที่ถือประเพณีปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสร้างความ


บันเทิงอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดขึ้นทั่วประเทศทั้งการจัดการแข่งขันกีฬา การจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า


โดยไม่มีชาวฝรั่งเศสคนใดจะละเลยไม่นึกถึงและร่วมฉลองในวันสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศครั้งนี้

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สถาปัตยกรรม พระที่นั่งอนันตสมาคม


พระที่นั่งอนันตมหาสมาคม


มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนสซองส์ (Neo Renaissance)


และนีโอคลาสสิก (Neo classic) โดยตกแต่งพระที่นั่งด้วยหินอ่อน ซึ่งสั่งมาจากเมืองคารารา ประเทศ


อิตาลี โดยมีจุดเด่น คือ มีหลังคาโดมคลาสสิกของโรมอยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆโดยรอบอีก 6 โดม รวมทั้งสิ้นมี 7 โดม
ภายในพระที่นั่ง บนเพดานโดมมีภาพเขียนเฟรสโก เขียนบนปูนเปียก ซึ่งภาพจะติดทนกว่าภาพที่เขียนบนปูน


แห้ง (ภาพจิตรกรรมไทยนิยมเขียนแบบปูนแห้ง)เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล


ที่ 1-6 จำนวน 6 ภาพ โดยฝีมือเขียนภาพของ นายซี. รีโกลีและศาสตราจารย์แกลิเลโอ กินี
เพดานโดมด้านทิศเหนือ เป็นภาพ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้า


พระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จกลับจากราชการทัพที่เขมร



เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุปถัมภ์งานศิลปะ
เพดานโดมด้านทิศตะวันตก เป็นภาพเหตุการณ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับเบื้อง


หน้าพระพุทธชินสีห์ แวดล้อมด้วย พระภิกษุและนักบวชต่างชาติศาสนนิกายต่างๆ แสดงนัยแห่งพระราช


จรรยา ที่ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาโดยไม่รังเกียจกีดกัน
เพดานโดมด้านทิศใต้ของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราช


ทานอภัยทาน และทรงเลิกประเพณีทาส


เพดานโดมด้านทิศตะวันออกของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า


อยู่หัวเสด็จออกประทับ ณ พระที่นั่งบุษบกมาลาที่มุขเด็จ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อ พ.ศ. 2454


เพดานโดมกลาง ซึ่งเป็นโดมใหญ่ที่สุด มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เพดานนับจากจากใต้โดมตลอดทั้งบริเวณท้องพระโรงกลางมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” สลับกัน “วปร.” อันเป็นพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คำศัพท์ ขำๆๆจ๊ะ ทวนความจำ

backbrush (แบ็ค-บรัช) แปรงถูหลัง
bath mat (บาธ-แม็ธ) พรมเช็ดเท้า, ผ้าเช็ดเท้า
bathtub (บาธ-ทับ) อ่างอาบน้ำ
basin (เบ-ซิ่น) อ่างล้างมือ, อ่างล้างหน้า
bidet (ไบ-เด็ท) โถปัสสาวะ
cabinet (แค-บิ-เน็ต) ตู้เก็บของ
faucet (ฟอ-เซ็ท) ก๊อกน้ำ
heater (ฮีท-เทอร์) เครื่องทำความร้อน
shampoo (แชม-พู) แชมพู / ยาสระผม
shower (ชาว-เวอร์) ฝักบัวอาบน้ำ
shower cap (ชาว-เวอร์-แค็พ) หมวกคลุมผมอาบน้ำ
sink (ซิ้งคฺ) อ่างล้างมือ, อ่างล้างหน้า
soap (โซพ) สบู่
sponge (สพันจฺ) ฟองน้ำถูตัว

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ที่มาของไบโอดีเซล


ไบโอดีเซล (biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงดีเซลที่ผลิตจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน เช่น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือสาหร่าย ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงดีเซลทางเลือก นอกเหนือจากดีเซลที่ผลิตจากปิโตรเลียม โดยมีคุณสมบัติการเผาไหม้ เหมือนกับดีเซลจากปิโตรเลียมมาก และสามารถใช้แทนกันได้


ไบโอดีเซลไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเราเลยเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1893 น้ำมันไบโอดีเซลถูกนำมาทดลองใช้ในเครื่องยนต์เป็นผลสำเร็จครั้งแรกของโลก โดย "รูดอลฟ์ ดีเซล" (Rudolf C. Diesel : 1858 - 1913) วิศวกรชาวเยอรมัน ผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่มีชื่อว่า " ดีเซล " เป็นผลสำเร็จในปี 1893 และจดสิทธิบัตรในปีถัดมา โดยการทดลองได้นำเครื่องยนต์ลูกสูบเดี่ยวที่ทำจากเหล็กยาว 3 เมตร ซึ่งมีล้อเฟืองติดอยู่ที่ฐานมาทดลองใช้กับน้ำมันไบโอดีเซลได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในเมืองอักส์บวร์ก ประเทศเยอรมนี และเพื่อเป็นการระลึกถึงความสำเร็จในครั้งนั้น จึงทำให้วันนี้ถูกกำหนดให้เป็นวันไบโอดีเซลระหว่างประเทศ


หลังจากดีเซลได้ทดลองโชว์ในประเทศเยอรมันในปี ค.ศ. 1893 และได้นำไบโอดีเซลที่ทำมาจากน้ำมันถั่วมาทดลองกับเครื่องยนต์อีกครั้งในงานเวิล์ด แฟร์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1898 ทั้งนี้เขาเชื่อว่าไบโอดีเซลนี้จะเป็นน้ำมันที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์มากที่สุดในอนาคต ในปี 1912 รูดอล์ฟ ดีเซลเคยกล่าวสุนทรพจน์ไว้ว่า
“การใช้น้ำมันจากพืชผักสำหรับเครื่องยนต์ อาจจะดูไม่มีความสำคัญในวันนี้ แต่เมื่อน้ำมันชนิดนี้คิดค้นขึ้นมาแล้ว และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม น้ำมันตัวนี้แหละที่จะมีความสำคัญไม่แพ้น้ำมันที่มาจากถ่านหินที่เป็นที่นิยมอยู่ในเวลานี้”


เมื่อวิกฤตน้ำมันของโลกมีมากขึ้นเป็นลำดับ ราคาน้ำมันดิบสูงมากเป็นประวัติการณ์และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าน้ำมันกำลังจะหมดลงในอนาคตอันใกล้นี้ รวมถึงปัญหาทางภาคการเกษตรด้านผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ปํญหาทางการเงินของประเทศที่ต้องการรักษาเงินตราต่างประเทศ และที่สำคัญคือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบให้เกิดต่อภาวะโลกร้อน ปัญหาต่างๆเหล่านี้ทำให้มีการมองหาพลังงานทางเลือกซึ่งน้ำมันไบโอดีเซลเป็นน้ำมันทางเลือกใหม่ที่ผลิตจากพืช หรือไขมันสัตว์ โดยน้ำมันชนิดนี้เมื่อนำมาใช้กับเครื่องยนต์แล้วพบว่ามีคุณสมบัติในการเผาไหม้ได้ดีไม่ต่างจากน้ำมันจากปิโตรเลียม แต่มีข้อดีกว่าหลายอย่าง คือ มีการเผาไหม้ที่สะอาดกว่า ไอเสียมีคุณภาพที่ดีกว่า เพราะออกซิเจนในไบโอดีเซลทำให้มีการสันดาปที่สมบูรณ์กว่าน้ำมันดีเซลปกติ จึงมีปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนน้อยกว่า ดังแสดงในรูปที่ 2 และเนื่องจากไม่มีกำมะถันในไบโอดีเซล จึงไม่มีปัญหาสารซัลเฟต นอกจากนี้ยังมีเขม่าคาร์บอนน้อย ไม่ทำให้เกิดการอุดตันของระบบไอเสียง่าย ช่วยยืดอายุการใช้งานได้เป็นอย่างดี

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แพทย์พบโรคกระเพาะอาหารต้นเหตุจากแบคทีเรีย


แพทย์ศิริราชเตือนปวดท้อง เป็นแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง อย่าวางใจ พบคนไทยร้อยละ 60 มีเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ฯ แนะพบแพทย์ตรวจหาเชื้อด้วยวิธีเจาะเลือด เป่าลมหายใจและส่องกล้อง เตือนหลีกเลี่ยงกินเค็ม ของหมักดอง ปลาร้า ดร.วัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานลั่นฆ้องและกล่าวเปิดประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยเรื่องเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในกระเพาะอาหาร ระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 6 จากนั้นได้มอบของที่ระลึกให้ ศ.นพ.แบร์รี มาร์แชลล์ (Barry J. Marshall) จากมหาวิทยาลัยแห่งเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ ประจำปี 2005 วิทยากรกิตติมศักดิ์ในการประชุมครั้งนี้ โดย ศ.นพ.มาร์แชลล์ ค้นพบว่า แบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร (Helicobacter pylori: HP) อยู่ในกระเพาะอาหารทั้งที่มีสภาพเป็นกรด และเชื้อนี้เป็นสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะ ถือเป็นการค้นพบความจริงที่พลิกวงการแพทย์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องจากเดิมมีความเชื่อว่า โรคกระเพาะอาหารเกิดจากกรดในกระเพาะหลั่งออกมามากเมื่อเกิดความเครียดศ.นพ.มาร์แชลล์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่จะพูดในการประชุมครั้งนี้ คือ วิทยาการใหม่ ๆ ในการรักษาโรคกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ฯ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ทั้งนี้การศึกษาพบว่า สายพันธุ์ที่พบในประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีความรุนแรงที่สุดในโลก ทำให้คนญี่ปุ่นมีอัตราการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารสูง แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น คนญี่ปุ่นอายุยืน ชอบกินอาหารหมักดอง ขณะที่คนไทยก็ติดเชื้อแบคทีเรียนี้สูงแต่พบว่า มีอัตราเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยกว่า ตรงนี้น่าสนใจทำการศึกษา สำหรับการพัฒนาวัคซีนป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร ตนทราบว่ามี 4 บริษัทกำลังศึกษาอยู่ แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก คาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าน่าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น รศ.นพ.อุดม คชินทร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ฯ เป็นเชื้อที่พบในเยื่อบุกระเพาะอาหาร คาดว่า ทั่วโลกมีคนติดเชื้อนี้กว่า 3,000 ล้านคนจากประชากรโลกกว่า 6,000 ล้านคน สำหรับในประเทศไทยในคนที่ปวดท้อง เป็นแผลในกระเพาะอาหารมีเชื้อแบคทีเรียนี้ถึงร้อยละ 60 ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้น หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลด ซีด ถ่ายดำ คลื่นไส้อาเจียน เลือดออกทางทวารหนักควรรีบตรวจหาแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ฯ ซึ่งปัจจุบันตรวจได้ด้วยการเจาะเลือด การส่องกล้องในกระเพาะอาหาร การตรวจลมหายใจด้วยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งการตรวจทางลมหายใจมีความสะดวกโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในประเทศไทยตรวจได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายสูงครั้งละ 2,000 บาท“ควรเลี่ยงการกินอาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารที่ผ่านการแปรรูปในไนเตรท ดินประสิว ยิ่งหากมียีนผิดปกติร่วมด้วยจะทำให้เป็นมะเร็งได้ง่าย เชื้อนี้มีมากที่สุดในโลก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นมะเร็ง มีคนส่วนน้อยที่เป็นมะเร็งต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ ติดเชื้อสายพันธุ์ที่รุนแรง พฤติกรรมการกินอาหารเค็มของหมักดอง มียีนที่ไวต่อการเป็นมะเร็ง” รศ.นพ.อุดม กล่าว และว่าการรักษาที่ได้ผลคือ การให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารและยาปฏิชีวนะอีก 2 ชนิด คือ Clarithromycin และ amoxicillin ควบคู่กัน เป็นเวลา 7 วัน สามารถกำจัดเชื้อได้ร้อยละ 85-90 อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่ปวดท้องรุนแรง เป็นเรื้อรัง ควรพบแพทย์ตรวจร่างกาย ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะเสี่ยงต่อเชื้อโรคดื้อยา มีผลต่อการรักษาโรคติดเชื้อในอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปอด อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อการแพ้ยาถึงขึ้นเสียชีวิต

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

5 พฤษภาคม "วันนักเขียน"

5 พฤษภาคม "วันนักเขียน"


วันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี นอกจากที่จะเป็นวันฉัตรมงคลแล้ว ยังเป็น "วันนักเขียน" อีกด้วย ซึ่งวันนี้ของทุกๆ ปี เหล่านักเขียนเขาจะมารวมตัวกัน เพื่อพบปะพูดคุยกัน
ส่วนเหตุผลที่เรียกวันนี้ว่า "วันนักเขียน" นั้นเป็นเพราะ ในปี พ.ศ. 2511 นายเลียว ศรีเสวก นักประพันธ๋เอกเจ้าของนามปากกา "อรวรรณ" ได้ล้มป่วยลง เหล่านักเขียนซึ่งนำโดยนายสุวัฒน์ วรดิลก จึงได้คิดที่จะจัดงานรวมน้ำใจเพื่อหาเงินช่วยเหลือ "อรวรรณ" ซึ่งงานที่จัดในครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2511
หลังจากงานวันนั้นผ่านพ้นไปเหล่านักเขียนทั้งหลายจึงเกิดความคิดที่อยากจะรวมตัวกันก่อตั้ง "ชมรมนักเขียน" ซึ่งในปัจจุบันก็คือ "สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย" และได้เลือกวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็น "วันนักเขียน"
ซึ่งในวันดังกล่าวเหล่านักเขียนจะมารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมรวมกันไม่ว่าจะเป็นการทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่นักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้ว และยังมีการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ อีกด้วย โดยในปีนี้จะใช้ชื่องานว่า "ศักดิ์ศรีนักเขียน เทียนที่ไม่มีวันดับ"
"วันนักเขียน" นอกจากที่จะเป็นวันที่เหล่านักเขียนจะมารวมตัวกันเพื่อพบปะพูดคุยกันแล้ว ยังจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับถนนเส้นทางสายวรรณกรรมไทยสายนี้อีกด้วยว่าจะเดินต่อไปในทางเส้นไหน เพื่อที่พวกเขาจะได้เดินทางไปได้อย่างมั่นใจ

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เทศกาลวันเด็กผู้ชาย (子供の日)


เทศกาลวันเด็กผู้ชาย (子供の日)


ตามตำนานกล่าวกันว่าประเพณีนี้ทางญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลการเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญในวันท ี่5 เดี่่อน 5 มาจาก ประเทศจีนคะ หมู่บ้านในตระกูลนักรบทั้งหลาย เมือให้กำเนิดลูกผู้ชายจะนำธงสัญลักษณ์ประจำตระกูลหรือสิ่งที่มีสัญลักษณะเป็นรูปม้มาติดประดับไว้หน้าประตูทางเข้า จนแพร่หลายไปในหมู่บ้าน ประชาชนทั่วไป แต่ด้วยมีคำสั่งไม่อนุญาติให้ประชาชนทั่วไปติดตั้งตราหรือธงประจำตระกูลได้ จีงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นธงปลาคาร์ฟ เพื่อความหมายที่เป็นสิริมงคลแก่ลูกผู้ชายและครอบครัว เพราะปลาคาร์ฟถือเป็นปลาแข็งแรง มีความเชื่อมาจากตำนานจีนว่า ปลาคาร์ฟนั้นสามารถว่ายทวนกระแสน้ำในแม่น้ำฮวงโหได้จนกลายเป็นมังกร !! จึงถือเป็นประเพณีของเด็กผู้ชาย มาตั่งแต่สมัยเอโดะ จนกระทั้่งปี 1948 ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้กำหนดให้วันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันเด็กผู้ชาย และธงปลาคาร์ฟจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวันนี้ไปในที่สุดคะ


ความหมายของธงปลาคาร์ฟที่ติดในแต่ละบ้านนั้นเริ่มแรกเป็นการติิดตั้งประดับไว้เพื่อจะบอกว่ามีเด็กผู้ชายในบ้านนั้น อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองและอวยพรให้เด็กชายเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพแข็งแรงดุจดั่งปลาคาร์ฟ

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

ภัยใกล้ตัว เมื่อยามที่คุณเข้าโรงหนัง

เพื่อนๆ คนไหนที่ไปดูภาพยนตร์บ่อยๆ คงทราบกันดีนะคะว่า ก่อนเราจะเข้าไปดูภาพยนตร์ ส่วนใหญ่เราก็จะซื้อน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ขายอยู่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ติดไม้ติดมือเข้าไปด้วย เพื่อที่เวลาเราดูภาพยนตร์แล้วเราเกิดคอแห้งหิวน้ำเราจะได้ไม่ต้องเดินออกมาซื้ออีก
และเมื่อเราเข้าไปนั่งในโรงภาพยนตร์แล้ว เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เราก็จะต้องนำแก้วน้ำไปวางไปตรงที่วางแขนซึ่งจะมีที่สำหรับที่วางแก้วน้ำอยู่ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมล่ะคะ ใครๆ ก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น ... แต่นั่นล่ะค่ะ เมื่อถึงเวลาที่โรงภาพยนตร์เริ่มปิดไฟให้มืดลงเมื่อไหร่ เมื่อนั้น เจ้ามิจฉาชีพทั้งหลายก็จะเริ่มปฏิบัติการ
โดยเทคนิคที่ใช้นั้นส่วนใหญ่จะใช้การวางยานอนหลับ โดยอาศัยช่วงที่ภาพยนตร์เริ่มฉายแล้วโรงภาพยนตร์จะปิดไฟมืด เจ้ามิจฉาชีพก็จะอาศัยช่วงนั้นหยอดยานอนหลับลงในแก้วน้ำของเรา หรือบางครั้งอาจจะใช้วิธีป้ายยานอนหลับไว้ที่หลอดดื่มน้ำของเรา ซึ่งระหว่างที่ปฏิบัติการนั้นเราอาจจะกำลังให้ความสนใจกับการดูภาพยนตร์ทำให้เราไม่ได้ระวังตัว
และแน่นอนเมื่อเราหยิบน้ำแก้วนั้นมาดื่ม เราก็จะได้รับพิษจากยานอนหลับไปเต็มๆ !!!


สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบดูหนังคนเดียว เราขอแนะนำว่า


1. ก่อนเข้าโรง ให้โทรบอกใครซักคนนึงให้รู้ว่า เราดูหนังเรื่องอะไร ที่โรงไหน หนังจบประมาณกี่โมง

2. และเมื่อดูจบ ก็โทรบอกคนเดิมว่า ดูเสร็จแล้วนะ ออกมาจากโรงแล้ว

นี่น่าจะเป็นวิธีช่วยให้เราปลอดภัยได้ส่วนนึงนะคะ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่สนิทที่ทราบว่าเราอยู่ไหนทำอะไรอยู่ และน่าจะกลับถึงบ้านประมาณกี่โมง ... แต่ถ้าไปเราว่าไปกันหลายๆๆคนอะสนุกกว่า

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

สลายชุมนุมเสื้อแดง




เมื่อเวลา 04.00 น. (13 เม.ย.) ที่บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง เจ้าหน้าที่ทหารได้นำแก๊สน้ำตาพร้อมโล่หลายร้อยนาย เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่รวมตัวนำรถแท็กซี่และรถเมล์มาจอดปิดขวางการจราจร โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นระยะ ทำให้ผู้ชุมนุมต้องถอยร่นออกมาทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บางส่วนพยายามเข้าปะทะเจ้าหน้าที่โดยใช้รถเมล์ รถแท็กซี่ และเผายางรถยนต์ แนวกั้น โดยสถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด

กระทั่งเวลา 05.30 น. สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่นเข้าไปอยู่บริเวณแฟลตดินแดง เจ้าหน้าที่ทหารพยายามเกลี้ยกล่อมให้กลุ่มผู้ชุมนุมยอมสลายตัวเพื่อกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างปาขวดน้ำเข้าใส่เจ้าหน้าที่ทหารเป็นระยะ แต่เจ้าหน้าที่ทหาร ไม่ตอบโต้ เนื่องจากท่าทีของผู้ชุมนุมอ่อนลงมาก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถคุมพื้นที่บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดงแล้ว
ล่าสุด เมื่อเวลา 06.22 น. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 49 ราย กระจายอยู่ตาม 4 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โรงพยายาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกฎ และโรงพยาบาลรามาธิบดี


ขณะเดียวกัน หลังการสลายม็อบเสื้อแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระจายตัวไปตามจุดต่าง ๆ พร้อมคล้องแขวนตั้งแนวเรียงหน้ากระดาน และให้นำรถยนต์ส่วนตัวไปจอดขวางเป็นหน้าด่าน โดยระบุว่า การสลายม็อบบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดงไม่เป็นไปตามหลักสากล

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

เที่ยวไทย ไป ตะรุเตา



ประวัติของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2482 เมื่อทัณฑสถานและนิคมฝึกอาชีพบนเกาะตะรุเตาถูกสร้างขึ้นสำเร็จ และประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นที่มาของการขาดแคลนปัจจัยการดำรงชีวิตของทั้งนักโทษและผู้คุม ทั้งสองฝ่ายจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มโจรสลัดที่น่าเกรงขาม แต่หลังจากสงครามกองทัพอังกฤษร่วมกับรัฐบาลไทยได้ร่วมกันปราบปรามได้สำเร็จ ไม่นานทัณฑสถานและนิคมฝึกอาชีพตะรุเตาจึงปิดฉากลง ชาวบ้านใกล้เคียงจึงเข้ามาทำมาหากินเพื่อปลูกข้าว ผลไม้ และยางพารา และในปี พ.ศ.2515 เกาะได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะตะรุเตาค่อยๆ แยกย้ายออกไป ชาวเลชนเผ่าดั้งเดิมของท้องทะเลอันดามันเองก้อได้ย้ายไปยังหาดอื่นๆ ตามปัจจัยทางฤดูกาลและแหล่งอาหาร ปัจจุบันชาวเลส่วนใหญ่มีการตั้งถิ่นฐานถาวร และกลุ่มย่อยนั้นก้อมีอาศัยอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะเช่นกัน

ภูมิศาสตร์ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ประกอบด้วยเกาะต่างๆถึง 51 เกาะ ในทะเลอันดามันตอนล่าง บริเวณรอยต่อระหว่างไทยและมาเลเซีย หมู่เกาะขนาดใหญ่แบ่งย่อยได้ 2กลุ่ม และมีระยะห่างกัน 20 และ 70 กิโลเมตรจากแผ่นดินใหญ่ตามลำดับ เกาะใหญ่ที่สุดคือ เกาะตะรุเตา ซึ่งมีขนาดกว้างและยาว 10และ26 กิโลเมตร ตามลำดับ พื่นที่เกาะส่วนใหญ่ที่เป็นภูเขาครอบคลุมทั้งป่าฝนและป่าโกงกาง นอกจากนี้ยังมีชายหาด และถ้ำต่างๆ ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่เช่นกัน เกาะอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ห่างออกไปจากฝั่ง ซึ่งได้แก่ เกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง เกาะราวี และเกาะดง เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้คือ เกาะอาดัง และ เกาะราวี เกาะทั้งสองนี้ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าฝน ซึ่งในช่วงฤดูฝน แหล่งน้ำตกหลายที่บนเกาะอาดัง จะไหลลงสู่ทะเล น้ำทะเลของเกาะหลีเป๊ะ และเกาะใกล้เคียงจะใสมาก และเป็นที่อาศัยของปะการังและสัตว์ทะเลที่หลากหลาย


ภูมิอากาศ ปกติแล้ว ในแถบนี้จะมี 2ฤดู คือ ฤดูฝน และฤดูร้อน ฤดูฝนจะเริ่มจากปลายเดือนพฤษภาคม ที่จะมีทั้งมรสุมและคลื่นลมในทะเล ส่วนฤดูร้อนจะเริ่มช่วงต้นพฤศจิกายนเป็นต้นไป อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ระหว่าง 27-30 อาศาเซลเซียส ในช่วงเริ่มต้นของฤดูร้อน (เดือนพฤศจิกายน และ เดือนธันวาคม)ค่อนข้างจะมีอุณหภูมิพอเหมาะกับการท่องเที่ยว ในขณะที่ปลายฤดูร้อน(เดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม)อุณหภูมิจะร้อนขึ้นเล็กน้อย และมีความชื้นสูงตลอดทั้งปีที่(ประมาณ 80-85 เปอร์เซ็นต์