วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ท่องเที่ยวโอซาก้า 4 ฤดู


ฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อดอกท้อที่บานสะพรั่งร่วงโรยไปในราวกลางเดือนมีนาคม การแข่งขันซูโม่ประจำฤดูใบไม้ผลิ (Haru Basho) ก็จะเริ่มขึ้นติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สนามยิมเนเซียมโอซาก้าจะถูกแปลงเป็นเวทีแข่งขันซูโม่ ธงประจำค่ายสีสดใสปลิวไสวที่หน้าสนามสื่อให้ทราบว่าการแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ในช่วงเวลานี้ ท่านอาจมีโอกาสได้เห็นเหล่านักมวยปล้ำซูโม่ในชุดกิโมโนเดินขวักไขว่ปะปนอยู่ตามท้องถนนของเมืองด้วย
ในปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับดอกซากุระที่เริ่มผลิบานเป็นนิมิตหมายของฤดูใบไม้ผลิได้หลายๆแห่ง เช่นที่สวน Nishinomaru Teien ในสวนสาธารณะ Osaka-jo Koen หรือที่สวนสาธารณะ Nagai Koen ที่สวน Yodogawa Riverside Park ที่
โรงกษาปณ์ Zohei-kyoku ซึ่งมีต้นซากุระหลายร้อยต้นเรียงรายอยู่สองข้างทางเสมือนดังอุโมงค์ซากุระ และที่ริมแม่น้ำโอกาว่า ใกล้ๆ Nakanoshima ในยามที่ดอกซากุระกำลังบานนั้น ชาวญี่ปุ่นจะพาลูกหลานหรือเพื่อนฝูงมาปูเสื่อ พร้อมดื่มกินร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานใต้ต้นซากุระ ว่ากันว่า Toyotomi Hideyoshi เจ้าเมืองโอซาก้าก็โปรดปรานการชมซากุระเอามากๆ ทัศนียภาพเวลาซากุระบานเต็มเมืองโอซาก้า เมื่อมองจากชั้นบนของปราสาทในอดีตกาล คงงดงามจับใจเจ้าเมืองเป็นอย่างมาก


ฤดูร้อน
ก่อนเข้าฤดูร้อนราวหนึ่งถึงสองเดือน คือราวเดือนมิถุนายนเป็นฤดูที่ฝนตกบ่อย นักท่องเที่ยวจะสามารถเพลิดเพลินกับการชมดอกไอริสเบิกบานรับหยาดน้ำฝนที่สวนสาธารณะ Shirokita Koen ดอกไม้เขตร้อนนานาพันธุ์ที่ Sakuya Konohana Kan หรือดอกไฮเดรนเจียบริเวณปราสาทโอซาก้า ดอกไม้เหล่านี้ให้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากความงามของซากุระที่รับรองได้ว่าท่านจะไม่ผิดหวัง
ฤดูร้อนสำหรับคนโอซาก้านั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อมี
เทศกาล Tenjin Matsuri ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 24 และ 25 เดือนกรกฏาคมของทุกปี เทศกาล Tenjin Matsuri ถือเป็นหนึ่งในสามเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น กระบวนแห่ของศิษยานุศิษย์กว่า 3,000 คนในชุดแต่งกายโบราณจะเวียนไปรอบๆเมือง ก่อนที่จะพากันไปลงเรือราว 100 ลำล่องไปตามลำน้ำโอกาว่า ร้องรำทำเพลง และสนุกกับการชมพลุอันงดงามกว่า 5,000 ดอก หนุ่มๆสาวๆชาวโอซาก้าและผู้คนจากทั่วสารทิศราว 2 ล้านคนจะพากันแต่งชุดยูคาตะ (กิโมโนะสำหรับหน้าร้อน) มาชมกระบวนแห่ตามราวสะพานนับสิบๆแห่งที่ทอดผ่านลำน้ำและตามสองฝั่งแม่น้ำ สร้างความครึกครื้นอย่างที่จะหาเทศกาลใดมาเปรียบได้
นอกเหนือจากเทศกาล Tenjin Matsuri ที่ตื่นเต้นเร้าใจแล้ว แทบทุกศาลหรือทุกวัดในโอซาก้ายังมีเทศกาลประจำของตนต่างๆกันไป โดยเฉพาะ
พิธีแรกนาขวัญ Otaue Shinji ในเดือนมิถุนายน หรือเทศกาล Manto ระหว่างช่วง Obon รำลึกถึงญาติมิตรที่เสียชีวิตไปแล้วในเดือนสิงหาคม ก็เป็นอีกสองเทศกาลที่อยากแนะนำให้นักท่องเที่ยวลองมาชม

ฤดูใบไม้ร่วง
ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยงามอีกฤดูหนึ่งของปี โดยเฉพาะเมื่อใบของต้นแปะก๊วยสูงใหญ่เรียงรายสองข้างถนน Midosuji ซึ่งเป็นเมนสตรีทของโอซาก้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดงดงาม และที่สวนสาธารณะ Osaka-jo Koen ซึ่งมีปราสาทโอซาก้า ตั้งอยู่ ก็จะพบต้นเมเปิ้ลจำนวนมากเปลี่ยนสีเป็นสีแดงและส้มไปทั่วทุกแห่งหน และนั่นย่อมหมายถึงว่างาน Midosuji Kappo กำลังจะเริ่มขึ้น ในวันงาน ถนน Midosuji ตั้งแต่แถว Umeda ไปจนถึง Honmachi รวมระยะทางราว 1.6 กิโลเมตรจะถูกปิดไม่ให้รถยนต์สัญจรไปมา ผู้คนจำนวนมากจะพากันมาร่วมฉลองเล่นดนตรี ขับร้องฟ้อนรำ หรือเล่นเกมส์ต่างๆอย่างเสรี สร้างบรรยากาศที่ครึกครื้นได้ไม่น้อย และหากท่านย่างเท้าไปแถวบริเวณ Bay Area ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของตึก WTC ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดในภาคตะวันตก ท่านก็จะได้ชมความงามของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจากด้านหลังของสะพาน Akashi Kaikyo O-hashi ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกได้ด้วย
เทศกาลที่อยากแนะนำเป็นพิเศษสำหรับฤดูใบไม้ร่วงได้แก่ เทศกาลไหว้พระจันทร์แบบญี่ปุ่น หรือ Otsukimi เช่นที่ศาล Sumiyoshi Taisha หรือ
เทศกาลประดับดอกเบญจมาศ (Osaka-jo Kikunosaiten)ที่สวนสาธารณะในบริเวณปราสาทโอซาก้า และที่สวนสาธารณะ Tennoji Koen และเทศกาล Kishiwada Danjiri ในเมือง Kishiwada ทางตอนใต้ของโอซาก้าเป็นต้น

ฤดูหนาว
การประดับไฟช่วงคริสต์มาสเป็นบรรยากาศสำหรับช่วงฤดูหนาวในโอซาก้าที่ท่านสามารถเพลิดเพลินได้ทุกปี ย่านการค้าแทบทุกแห่งพากันประดับประดาไฟอย่างสวยงาม แต่ที่ๆสวยที่สุดคงเป็นที่บริเวณ Nakanoshima โดยเฉพาะบริเวณตั้งแต่ด้านหน้าของที่ว่าการเมืองด้านติดริมแม่น้ำ ไปจนถึงห้องสมุดเก่า และหอประชุมเมือง จะมีงาน Hikari No Renaissance จากราวต้นเดือนไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม หลังรับประทานอาหารเย็นแล้ว นักท่องเที่ยวควรลองไปเดินชมการประดับไฟแถวนี้ดูก่อนกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
และเมื่อเทศกาลปีใหม่ย่างมาถึง ท่านจะพบเห็นชาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนะจูงมือลูกหลานพากันไปนมัสการและขอพรจากพระและเจ้าตามวัดและศาลชินโตแทบทุกแห่งหน สำหรับที่ศาล Imamiya Ebisu-jinja ใจกลางเมือง ทุกวันที่ 9 -11 มกราคม บรรดาพ่อค้าแม่ขายจะพากันไปขอพรเทพเจ้าในเทศกาล
Toka Ebisu ซึ่งพวกเขาศรัทธาว่าสามารถอำนวยพรให้ทำมาค้าขึ้น และในราวปลายเดือนเดียวกันนี้ จะเป็นฤดูการแข่งขัน Osaka International Women’s Marathon ซึ่งบรรดานักวิ่งมาราธอนหญิงจากทั่วโลกจะมารวมตัววิ่งบนท้องถนนในเมือง เพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งระดับโลกต่อไป

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

อาหารไข่บอกนิสัย

"ไข่" เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมาทำอาหารได้มากมาย เช่น ไข่ลวก , ไข่ยัดไส้ , ไข่ดิบ ฯลฯ เรามีเมนูอาหารประเภทไข่ที่ชอบกินเป็นพิเศษบ้างรึเปล่าจ๊ะ ถ้ามีล่ะก็ รู้กันรึเปล่าว่าสามารถนำมาบอกลักษณะนิสัยได้ +555+
ไข่ลวก แสดงว่าเพื่อนๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยจะเรื่องมาก ใครที่อยู่ใกล้ก็มักสบายใจ เพราะเป็นคนไม่คิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้รำคาญใจ เป็นคนรักความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อย แต่เป็นคนที่ค่อนข้างจะใจร้อนอยู่สักหน่อย

ไข่ดิบ เพื่อนๆ จะเลือกทางเดินชีวิตโดยไม่สนใจคนอื่นๆ ว่าเขาเลือกกันอย่างไร เป็นคนที่มีทางเดินเป็นของตัวเอง โดยไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง และไม่ชอบที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นด้วย
ไข่ดาว แสดงว่าเพื่อนๆ เป็นคนที่ชอบความท้าทาย และเป็นคนที่มีความพยายามเป็นอย่างยิ่ง คุณนั้นเป็นคนที่กระตือรือร้นและไขว่คว้าหาโอกาสให้กับตัวเอง คุณจะไม่รอให้โอกาสต่างๆ เข้ามาหาคุณ คุณจะพุ่งเข้าใส่มันเอง

ไข่เจียว เป็นคนที่มีความยุติธรรม เป็นนักวางแผน และนักคิด เพื่อนๆ มักคิดและทำอะไรอย่างเป็นระบบ มีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง และมักคิดว่าคนอื่นมักคิดเช่นเดียวกับตัวเอง

ไข่ต้ม เป็นคนที่มีความอดทน หากต้องทำงานอะไรสักชิ้นหนึ่งก็จะทำให้มันเสร็จไปเลย ไม่ชอบที่จะค้างมันไว้ เพราะเพื่อนๆ จะหงุดหงิดกับมันมากหากทำไม่สำเร็จ มักจะใช้เหตุผลในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างอยู่เสมอ
ไข่ยัดไส้เพื่อนๆเป็นคนที่มีการเตรียมพร้อม ชอบท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่เป็นที่ที่ไม่ลำบาก เพราะมักจะไม่ค่อยมีความอดทนกับเรื่องพวกนี้ แม้กระทั่ง การทำงานก็เช่นกัน หากต้องทุ่มเทกับมันมากๆ ก็จะรับมันไม่ค่อยได้
ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ก็เป็นที่รวบรวมสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีทั้งโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ โอเมก้า 3 ฯลฯ ดังนั้นเรา จึงควรที่จะกินไข่เป็นประจำนะ เพื่อสุขภาพร่างกายของเรา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

10 เมืองน่าอยู่ของไทยจ้า
















ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเมืองแม่ฮ่องสอน
เราอาจเคยได้ยินเรื่องการจัดอันดับความน่าอยู่ของเมืองจากทั่วโลกกัน มาบ้าง... รู้ไหมว่า ในเมืองไทยเองก็มีการจัดอันดับเมืองน่าอยู่จากทั่วประเทศด้วยเช่นกัน โดยสถาบันที่จัดทำเรื่องดังกล่าวคือ "สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา" หรือ สทพ. ซึ่งเป็นมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่เรียกงานของพวกเขาว่าเป็นองค์กรเชื่อมต่อ ที่เชื่อมต่ออดีต ปัจจุบันและอนาคต เชื่อมต่อแนวคิด นโยบาย และการปฏิบัติเชื่อมต่อหรือการถักทอทางสังคมทำให้เกิดพลังทางสังคม สทพ.ได้ทำการจัดอันดับเมืองน่าอยู่จากทั่วประเทศ เมื่อปลายปีที่แล้ว(2551) โดย"เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่" ในความหมายของ"ดัชนีความน่าอยู่"ของ เมืองนี้ หมายถึง เทศบาลที่น่าอยู่สำหรับประชากรผู้อยู่อาศัยและผู้ท่องเที่ยวผ่านทาง ทั้งในมิติความปลอดภัย มิติความสะอาด มิติความมีคุณภาพชีวิตที่ดี มิติการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล และมิติความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมเป็น 5 มิติในการพิจารณาตัวชี้วัด โดยได้ทำการวิเคราะห์ดัชนีความน่าอยู่ของเทศบาลเมือง 124 แห่ง ทั่วประเทศ ผลปรากฏว่ามี 10 เมืองน่าอยู่ที่ติดอันดับดังต่อไปนี้

เมืองน่าน กับวิถีอันสงบงาม
อันดับ 10 "เมืองท่าบ่อ จ.หนองคาย" เมื่อปี พ.ศ. 2538 เป็นปีที่ได้มีการจัดตั้งเมืองท่าบ่อครบ 100 ปี ท่าบ่อหรือท่าบ่อเกลือในอดีต ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองท่าบ่อในรัชกาลที่ 5 อาชีพหลักของประชาชนชาวท่าบ่อคือทำการเกษตรกรรมและการประมง เมืองนี้มีหมู่บ้านประมงที่มีชื่อเสียงอยู่ที่ ต.กองนาง มีหมู่บ้านทำยาสูบ หมู่บ้านทำแผ่นกระยอที่ใช้ทำปอเปี๊ยะ มีหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง ตำบลน้ำโมง พระพุทธรูปเก่าแก่สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2105 เป็นศูนย์รวมใจคนท่าบ่อ
อันดับ 9 "เมืองกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ" หากเอ่ยชื่อเมืองกันทรลักษ์ อาจจะไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า เป็นที่ตั้งของเมืองทางขึ้นสู่ "ปราสาทพระวิหาร"(กรณีพิพาทที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบระหว่างไทย-กัมพูชา)เชื่อ ว่าหลายคนต้องร้องอ้อ...กันแน่นอน เมืองกันทรลักษ์เป็นเมืองชายแดน ที่มีความกลมกลืนทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของกันทรลักษ์คือ ผามออีแดง หน้าผาสูงราว 500 เมตร แบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันได้รับผลจากกรณีพิพาทพระวิหารทพให้ผามออีแดงต้องปิดไปโดยไม่มี กำหนด

หอแก้วมุกดาหาร หนึ่งในสัญลักษณ์จังหวัดมุกดาหาร
อันดับ 8 "เมืองนครพนม" นครพนมเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในเขตเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ อาทิ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขง ตลาดอินโดจีน รวมถึงตึกรามอาคารบ้านเรือนเก่าที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกที่แพร่เข้ามาในช่วง พ.ศ.2440-2460 บน "ถนนสุนทรวิจิตร" ไม่ว่าจะเป็นจวนผู้ว่าฯ หลังเก่า, อาคารโรงเรียนสุนทรวิจิตร, บ้านพักอัยการ, บ้านพักสรรพสามิต ตลอดจนบ้านพักอาศัยริมถนนหลายหลัง อีกทั้งยังมี"วัดนักบุญอันนา หนองแสง" อดีตศูนย์กลางของชาวคริสต์ริมฝั่งโขงอันสวยงาม ขณะที่ถ้าออกนอกเมืองไปยัง อ.ธาตุพนม ก็จะได้พบกับ"พระธาตุพนม" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนคนไทยต่างเคารพศรัทธา
อันดับ 7 "เมืองแสนสุข จ.ชลบุรี" เทศบาลเมืองแสนสุข หรือ เมืองแสนสุข เป็นองค์การปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ห่างจากตัวเมืองชลบุรี ประมาณ 13 กิโลเมตร สถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทยคือ "ชายหาดบางแสน" ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่ไกลนัก เพียง 89 กิโลเมตรเท่านั้น ในปีพ.ศ. 2536 เทศบาลก็ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองลักษณะพิเศษ (เมืองท่องเที่ยว) หาดบางแสน ในบริเวณหาดมีเครื่องดื่ม และอาหารทะเลประเภทของกินเล่นหาบมาขาย เช่น ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ห่อหมก ฯลฯ มีเก้าอี้ผ้าใบ ลูกยาง ว่ายน้ำให้เช่า มีห้องอาบน้ำจืดไว้บริการ ร้านอาหารหลายแห่งเรียงรายอยู่ริมหาด
อันดับ 6 "เมืองพะเยา" เมืองเก่าแก่อันสงบงามท่ามกลางเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตวัฒนธรรมและธรรมชาติ เมืองนี้มีสถานที่น่าสนใจ อาทิ "วัดศรีโคมคำ" สถานที่ประดิษฐาน"พระเจ้าตนหลวง" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา "กว๊านพะเยา" ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ แหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน นอกจากนี้ในจังหวัดพะเยายังเป็นจังหวัดที่มีอันซีนไทยแลนด์ถึง 2 แห่ง คือ "วัดพระเจ้านั่งดิน" และ "น้ำตกภูซาง"

กว๊านพะเยา แหล่งประมงน้ำจืดสำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน
อันดับ 5 "เมืองมุกดาหาร" หรือที่ชาวเมืองนิยมเรียกว่า "เมืองมุก" ตามเรื่องเล่าขานที่ว่ามีผู้พบเห็นดวงแก้วสดใสเปล่งปลั่งในขณะที่กำลังสร้างเมือง (พ.ศ.2331) มุกดาหารเป็นหนึ่งใน "ประตูสู่อินโดจีน" เพราะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เชื่อมจังหวัดมุกดาหารกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมืองนี้มีสิ่งน่าสนใจ อาทิ "หอแก้วมุกดาหาร" หนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดมุกดาหาร "ตลาดสินค้าอินโดจีน" ถ.สำราญชายโขง ศูนย์รวมสินค้าสารพัดอย่าง จากจีน รัสเซีย เวียดนาม ลาว ที่ขนถ่ายผ่านแขวงสะหวันนะเขต
อันดับ 4 "เมืองพิจิตร" เมืองพญาชาละวัน ถิ่นกำเนิดนิทานเรื่อง ไกรทอง เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง มีความหมายว่า "เมืองงาม" ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลก พิจิตรเป็นเมืองเก่าแก่ ในสมัยสุโขทัยปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและในศิลาจารึกหลักที่ 8 รัชกาลพระยาลิไท เรียกว่า "เมืองสระหลวง" ซึ่งมีสถานะเป็นหัวเมืองเอกของกรุงสุโขทัย พิจิตร เป็นที่ตั้งของ "บึงสีไฟ" บึงน้ำจืดขนาดใหญ่แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนพิจิตร และพิจิตรยังมีอันซีนเมืองไทยอยู่ที่ "วัดโพธิ์ประทับช้าง" ที่สร้างขึ้นโดย พระเจ้าเสือ หรือ พระสรรเพชญ์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงมาตุภูมิของพระองค์ อีกด้วย

วัดโพธิ์ประทับช้าง อันซีนแห่งเมืองพิจิตร
อันดับ 3 "เมืองน่าน" อีกหนึ่งเมืองในล้านนาตะวันออกที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวมจากเทือกเขา สูงถึงพื้นราบ ทำให้เสน่ห์ของเมืองน่านยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่ไปเมืองน่านจะพบกับสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมอันหลาก หลาย อาทิ วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุเขาน้อย วัดมิ่งเมือง พระธาตุแช่แห้งพระธาตุคู่เมือง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เป็นต้น อันดับ 2 "เมืองแม่ฮ่องสอน" เมืองสามหมอก อันสวยงามตามธรรมชาติของเทือกเขาสลับซับซ้อน เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ อาทิ วัดพระธาตุดอยกองมู สถานที่ประดิษฐานพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสามหมอก วัดจองคำ วัดจองกลาง โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) อันสวยงามจนได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ ที่มีปลาพลวงมากมายให้ชื่นชม ด้วยความน่าสนใจของเมืองอันสงบงามท่ามกลางธรรมชาติแห่งเขา

จึงไม่แปลกที่เมืองแม่ฮ่องสอนจะติดอันดับ 2 ของเมืองน่าอยู่ในเมืองไทย
อันดับ1 "เมืองพนัสนิคม จ.ชลบุรี" เทศบาลเมืองพนัสนิคม หรือ เมืองพนัสนิคม ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นเทศบาลขนาดกลางมีเนื้อที่ครอบคลุมตำบลพนัสนิคมทั้งตำบล อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 87 กม. ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 22 กม. เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเคยรุ่งเรืองเมื่อสมัย 1,000 ปี มาแล้ว หรือสมัยที่ขอมยังเรืองอำนาจอยู่ในอาณาจักรสุวรรณภูมิ ชาวพนัสนิคมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพาณิชยกรรม และหัตถกรรมที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับชาวพนัสนิคมเป็นอย่างมากคือ "การจักสาน" เช่น กระเป๋า ตะกร้า ฝาชี เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า "เมืองสะอาด" ตามคำขวัญของเมือง โดยมีรางวัลต่างๆ ที่รับรองความสะอาดดังนี้ รางวัลพระราชทาน 3 ปีซ้อน พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2534 และนั่นคือ 10 เมืองน่าอยู่ของไทย ที่แม้จะไม่ใช่เมืองในอุดมคติของใครหลายๆคน แต่ว่าก็เป็นเมืองทรงคุณค่าที่ทำให้รู้ว่า เมืองไทยเรานี้มีเมืองน่าอยู่ไม่เป็นรองชาติใดในโลกเลย.

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

เราอยากเข้าศิลปากร



วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสมัครสอบโควต้า


ม.ศิลปากร เราคิดว่าเพื่อนๆๆคงจะสมัครกันหมดแหละ


เพราะทุกคน ต่างตื่นเต้นและรอคอยกันมานาน


เพราะใครๆๆก็อยากที่จะติดที่นี่ กันทั้งนั้น


เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อยากจะเป็นเด็ก SU


แต่เราอะอยากได้คณะศึกษามากๆๆเลย


แต่ก็ไม่รู้ว่าข้อสอบจะยากขนาดไหน


แถมเอกที่เราชอบก็รับแค่ 20 คนเอง


เอาหละไม่ได้ตัวจริงก็ขอตัวสำรอง


อันดับต้นๆๆก็ยังดี แต่ยังไงเราก็จะ


พยายามอ่านหนังสือให้หนักมากขึ้น


เพื่อศิลปากร เพื่อนๆก็เหมือนกันนะอ่านกันเยอะๆ


โอ๊ย!!! อยากเข้าศิลปากร มากๆๆเลย

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"มศว"ชี้ข้อสอบ"GAT-PAT"ออกไม่ตรง

"มศว"ชี้ข้อสอบ"GAT-PAT"ออกไม่ตรงไม่วัดการคิดเชิงตัวเลข-ยากผิดเป้าหมาย
สทศ.เล็งเพิ่มตัวเลือก-ดัดนิสัยเดาทิ้งดิ่ง
มติชน 21 สิงหาคม 2552.
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ GAT เป็นข้อสอบที่วัดสมรถนะความถนัดพื้นฐานทั่วไปของนักเรียนที่เก็บสะสมตั้งแต่เด็กจนถึง ม.6 เป็นความรู้ทั่วๆ ไปที่เติบโตขยายผลเมื่อเข้าสู่การเรียนในระดับปริญญาตรี แต่ข้อสอบ GAT ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกวัดเพียง 2 ส่วน คือ ความสามารถในการใช้ภาษาไทย การคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล และการแก้ปัญหาโจทย์ และภาษาอังกฤษ ตนเคยเสนอที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ถึงการออกข้อสอบ GAT ของ สทศ.ซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะไม่มีข้อสอบที่วัดการคิดคำนวณเชิงตัวเลข หรือเชิงปริมาณ การวัดในส่วนนี้จำเป็น แต่ไม่ควรอิงกับหลักวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นเรียน และไม่ควรวัดในเชิงคณิตศาสตร์ชั้นสูง นอกจากนี้ การให้น้ำหนัก GAT 50% มากเกินไป ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยเสียเปรียบเด็กในเมืองใหญ่ๆ จึงอยากเสนอให้เพิ่มข้อสอบที่วัดการคิดคำนวณเชิงตัวเลข และปริมาณ และแบ่งคะแนนเป็น 3 ส่วน โดยวัดความสามารถในการใช้ภาษาไทย และการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล 1 ส่วน ภาษาอังกฤษ 1 ส่วน และการคิดคำนวณเชิงตัวเลขหรือเชิงปริมาณอีก 1 ส่วน

นายชาญวิทย์กล่าวว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือ PAT เป็นข้อสอบที่ยาก มีเป้าหมายวัดความสามารถเฉพาะทางของนักเรียน ที่ต้องการเรียนในสาขาเฉพาะทาง แต่ข้อสอบต้องไม่ลงลึกในเนื้อหาวิชาการ เพราะหากวัดในลักษณะนั้นเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งผิดเป้าหมายการออกข้อสอบ PAT ยอมรับว่าผู้ที่ออกข้อสอบ PAT มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ มาก แต่อาจบกพร่องในการวัดผลและประเมินผล ทำให้ออกข้อสอบวัดความรู้ทางวิชาการชั้นสูงในวิชาเฉพาะมากเกินไป เด็กจึงบ่นว่าข้อสอบ PAT ยากมาก อยากบอก สทศ.ว่าถ้าเปลี่ยนแปลงการออกข้อสอบ GAT และ PAT ให้มีเป้าหมายมองให้รอบด้าน และเป็นไปตามปรัชญาการวัดและประเมินผลจริงๆ จะทำให้ลดปัญหาการกวดวิชาลงได้ เพราะไม่มีเนื้อหาให้ต้องกวดวิชา อีกทั้ง เมื่อข้อสอบยาก ทำให้เด็กเบื่อหน่าย และหนีไปสอบรับตรงมากขึ้น

นางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการ สทศ.กล่าวว่า จะปรับแบบทดสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 3 เดือนตุลาคม 2552 เพื่อลดการเดาข้อสอบแบบทิ้งดิ่ง ซึ่งมีโอกาสให้เดาถูก 25% โดย สทศ.จะเพิ่มตัวเลือกคำตอบมากกว่า 4 ตัวเลือก ส่งผลให้โอกาสเดาถูกลดลง นอกจากนี้ จะเพิ่มเนื้อหาการคิดวิเคราะห์มากขึ้น หมายความว่าเด็กต้องอ่านจนครบจึงได้คำตอบ ส่วนการให้คะแนนติดลบในวิชา GAT1 การคิดวิเคราะห์นั้น ข้อสอบวิชานี้เด็กต้องอ่าน และวิเคราะห์ก่อนจึงค่อยตอบ และคำตอบมีหลายตัวเลือก ที่ผ่านมาพบว่า เด็กที่ตั้งใจทำข้อสอบคิดวิเคราะห์ได้ กลับคะแนนน้อยกว่าเด็กที่เลือกคำตอบแบบทิ้งดิ่ง อีกทั้ง สทศ.ต้องการวัดคุณภาพของเด็ก ไม่ใช่วัดความสามารถในการเดา เพราะต้องการให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้เมื่อจบ จึงต้องให้คะแนนติดลบต่อไป อย่างไรก็ตาม จากนี้จะวิจัยว่าการให้คะแนนติดลบมีผลดีหรือผลเสีย หากพบว่ามีผลดี จะขยายให้มีคะแนนติดลบเพิ่มขึ้นในหลายๆ วิชา ถ้ามีผลเสียก็จะลดลงที่ผ่านมา สทศ.ได้ลองให้นักศึกษาปี 2 ในมหาวิทยาลัยทำข้อสอบ GAT และ PAT วิทยาศาสตร์ ความถนัดทางวิชาชีพครู คณิตศาสตร์ พบว่านักศึกษาทำคะแนนได้สูงกว่า ม.6 ถึง 2-3 เท่า สะท้อนตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดสอบที่ต้องการวัดความรู้เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ต่อไป สทศ.จะลองให้นักศึกษาปี 2 สอบครบทุกวิชา เพื่อวิเคราะห์ และนำเสนอ ทปอ." นางอุทุมพรกล่าว
รอฟังข่าวกันอีกต่อไปนะจร๊ะเพื่อนๆๆ

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คอนแทคเลนส์ หรือ เลนส์สัมผัส จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อปรับสายตา แต่ในปัจจุบันได้มีการนำเอาคอนแทคเลนส์มาใช้สวมใส่เพื่อความสวยงาม ซึ่งมีทั้งแบบที่ทำให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น และแบบที่ช่วยเปลี่ยนสีตาเป็นสีต่าง ๆ ได้ กระแสคอนแทคเลนส์แฟชั่นได้แพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณต้นปี 2549 ที่ผ่านมา โดยวัยรุ่นไทยนิยมใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นเพื่อให้ตา กลมโตเลียนแบบดาราเกาหลี และญี่ปุ่น คอนแทคเลนส์แฟชั่นดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในนาม บิ๊กอายส์ หรือ คอนแทคเลนส์ตาโต ราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ระยะเวลาการใช้งานก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 1 ปี ปัจจุบันคอนแทคเลนส์แฟชั่นไม่ได้มีวางจำหน่ายแต่เฉพาะในร้านแว่นตา หรือคลินิกจักษุแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีวางขายตามแผงค้าตามแหล่งแฟชั่น รวมไปถึงการวางจำหน่ายในเว็บไซต์ ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อคอนแทคเลนส์แฟชั่นมาสวมใส่ได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าจะใช้คอนแทคเลนส์เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เลนส์ที่ใช้จะต้องสัมผัสกับผิวของดวงตาที่บอบบาง การติดเชื้อหรือฉีกขาดอาจเกิดได้ง่าย จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้คอนแทคเลนส์หากใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้ เหมือนกับข่าวเมื่อปลายปี 49 ที่ผ่านมา ที่มีชายชาวนิวซีแลนด์ที่ตาบจากการสวมใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นเพื่อความสนุกสนานในงานปาร์ตี้ จนเกิดการติดเชื้อหลังสวมใส่คอนแทคเลนส์นาน 3 วัน ทั้งนี้การใส่คอนแทคเลนส์จะต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์ โดยผู้สวมใส่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ หรือนักทัศนมาตรศาสตร์ หรือคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดทำมาตรการกำกับดูแลคอนแทคเลนส์ทุกประเภทให้เข้มงวดมากขึ้น โดยได้จัดทำร่างประกาศกำหนดให้คอนแทคเลนส์ทุกประเภท เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า จะต้องแจ้งรายละเอียดต่ออย.ก่อนผลิตหรือนำเข้า อีกทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าต้องจำหน่ายคอนแทคเลนส์ให้กับสถานที่ที่กำหนดเท่านั้น เช่น สถานพยาบาล ผู้บริโภคไม่ควรซื้อคอนแทคเลนส์ที่จำหน่ายตามแผงลอย เพราะอาจเป็นอันตรายถึงตาบอดได้ นอกจากนี้ อย. ยังได้กำหนดให้ฉลากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะต้องมีคำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังต่าง ๆ บนฉลากอย่างชัดเจน นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ประชาชนควรระมัดระวังการใช้คอนแทคเลนส์ทุกชนิด โดยไม่ควรซื้อมาใช้เอง และซื้อจากร้านที่เป็นแผงลอย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด และหากมีภาวะผิดปกติ เช่น ต้อเนื้อ ต้อลม ตาแดง กระจกตาไต่อความรู้สึกลดลง ตาแห้ง กะพริบตาไม่เต็มที่ ก็ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ สิ่งที่สำคัญที่ต้องระลึกถึงอยู่เสมอคือเรื่องสุขลักษณะ ต้องล้างมือให้สะอาดและทำให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์ การสวมและการเปลี่ยนเลนส์ก็ให้เป็นไปตามระยะที่กำหนด การล้างและการเก็บรักษาเลนส์ก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนภาชนะที่เก็บเลนส์ก็ต้องรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ ห้ามใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับบุคคลอื่น ห้ามใส่ขณะว่ายน้ำเพราะอาจทำให้ติดเชื้อที่ตา และห้ามใส่เวลานอน ถึงแม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตาม และต้องถอดทำความสะอาดทุกวัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหรือปวดตาเป็นอย่างมาก ร่วมกับอาการแพ้แสง ตามัวลง น้ำตาไหลมาก ตาแดง ให้หยุดใช้คอนแทคเลนส์ทันที และให้รีบไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยเร็ว...

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

10 วิธีบอกรักแม่ ทำไปเลยไม่ต้องอายจร๊ะ



1.ส่งการ์ด การ์ดอวยพรที่ต้องเข้ากับเทศกาล จะเป็นภาพดอกมะลิ หรือรูปที่สื่อถึงความรักของแม่กับลูก อย่าหยิบผิดเป็นภาพต้นคริสมาสต์มาล่ะหรือใครมีทักษะด้านศิลปะ ก็โชว์ได้เต็มที่เลย
ภายในการ์ดก็บรรเลงความในใจ ความรัก สิ่งที่อยากจะพูดกับคุณแม่ได้เลย ลูกๆ ขี้อายเลือกไปใช้ได้

เลยนะ

2 กอด
วิธีธรรมดาที่สามารถส่งต่อความอบอุ่นได้ดี ไม่ต้องใช้อะไร นอกจากอ้อมกอดจริงใจ เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อแม่ วิธีการ ก็ง่าย รอจังหวะที่แม่อารมณ์ดี และกำลังว่างอยู่ แล้วเราเดินไปหาแม่ บอกกับแม่ว่า "ขอกอดแม่หน่อยนะ" พร้อมกับกอด แล้วพูดว่า "หนูรักแม่ค่ะ"
3 อาสางานบ้าน

4.กราบเท้า พวงมาลัย เพิ่มความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยวิธีการที่ทุ่มเทมากขึ้น ขั้นแรกต้องไปหาเข็มกลัดดอกมะลิที่มีขายทั่วไป หรือพวงมาลัยดอกมะลิก็ได้ ค่ำวันที่ 12 สิงหา เป็นเวลาที่เหมาะสุด อาจเป็นตอนที่แม่กำลังดูละครหลังข่าวนั่นล่ะ คลานเข่าเข้าไปเลยวัยรุ่น กราบที่เท้าของท่าน พร้อมยื่นดอกมะลิที่เตรียมมา อย่าลืมประโยคเด็ด "หนูรักแม่ค่ะ"


5.ผลการเรียน การสอบหรูๆ วิธีนี้ไม่ต้องเป็นลูกๆ ที่เรียนเก่งก็ได้ ความจริงเหมาะสำหรับเด็กดื้อที่ตั้งใจเรียนน้อยๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะ จะได้ชี้ชัดไปเลยว่า เราตั้งใจทำเพื่อแม่จริงๆ โดยไปบอกกับแม่ ในวันแม่ว่า" หนู จะตั้งใจเรียน แล้วเอาเกรดดีๆ มาให้แม่ ค่ะ" เป็นวิธียิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ทั้งแม่ดีใจ การผลการเรียนดีขึ้นไปพร้อมกันเลย

6.ข้อความประทับใจ สำหรับลูกๆ ขี้อายอีกแล้ว และก็สำหรับลูกๆ ที่อยู่ไกลจากคุณแม่ด้วย ลูกๆ หลายคนทำมึน 'เอ๊ะ ข้อความควรเป็นอย่างไรนะ' แหม ไม่ต้องเลย ทีส่งข้อความสื่อรักให้กับ เพื่อนหนุ่ม เพื่อนสาวเนี่ย ถนัดคิดกันมาได้มากมาย ไม่ยากหรอก แค่ใช้หลักการเดียวกัน คือ สื่อความรักของเราออกไป
"1 ปี แม้ลูกคนนี้อาจทำดีไม่มาก แต่ก็รักแม่ม๊ากมาก^ ^รู้ว่าแม่เหนื่อกับลูกคนนี้มามาก ลูกก็เหนื่อยกับแม่เหมือนกัน เพราะรักแม่เท่าไร ก็ไม่เคยเท่าที่แม่รักลูกคนนี้สักที อิอิ รักแม่ครับ""อยากขอโทษในสิ่งไม่ดี ที่เคยทำแม่เสียใจ จากนี้จะตั้งใจทำดีให้แม่สุขใจบ้าง รักแม่นะ"


ยากไหมค่ะเพื่อนๆๆ สู้ๆๆทำได้อยู่แล้ว


7.บอกรักผ่านจอ ถ่ายวีดีโอ/วีดีโอคลิป ถึงเวลาใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายวีดีโอคลิป ในทางสร้างสรรค์กันเสียทีเด็กดีรักแม่ ใครจะถ่ายเป็นวีดีโอก็ได้ จะเป็น จะแนวยิ้มๆ เขินๆ บอกความในใจก็ได้ แต่จะมาทำเป็นเล่น ตลกไร้สาระไม่ได้นะ เดี๋ยวความซึ้งจะกลายเป็นความเสื่อมไป ทางที่ดีควรเอาแนวซึ้งดีที่สุด ดังนั้นให้ไปบิ้วอารมณ์กันมาก่อน ลองนึกถึง ตอนที่เราทำให้แม่เสียใจ,ตอนที่แม่เสียสละให้เรา,นึกถึงเวลาแม่กอดเรา
อาจต้อง เขียนสคริปเล็กน้อย แต่ไม่ต้องถึงกับอ่านกระดาษหรอกนะ แล้วก็พูดไปเลย พูดไปให้หมด อยากจะขอโทษเรื่องไหน อยากจะบอกความรักที่มีให้แม่อย่างไร ตามความรู้สึกเลย ส่วนการเปิดให้ดูก็เปิดผ่านคอมพิวเตอร์ให้แม่ดูก็ได้นะ

8.มื้ออิ่มใจ ต้องอาศัยการเตรียมตัวสักหน่อย เพราะเป็นวิธีบอกรักที่อาศัยทุนทรัพย์และความมุ่งมั่น เรามาทำมื้อความสุขให้คุณแม่กัน โดยอาจจะบอกแม่เอาไว้ก่อนว่า วันนี้มีอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าบอกความจริงเรื่องที่เราจะทำให้ล่ะ เดี๋ยวไม่ประหลาดใจ ถ้าใครกระเป๋าหนัก หรือ ไม่มีเวลามากนัก ก็พาแม่ไปรับประทานอาหาร ที่ร้านอาหารเลย โดยมื้อนี้ลูกรักต้องขอเป็นคนเลี้ยงแม่บ้างด้วยนะ ส่วนใครอยากทำซึ้งได้อีก ก็วิธีนี้เลย ฝึกทำอาหารสัก 2 อย่าง แนะนำว่าอาหารหลักเป็นอาหารจานเร็ว ที่ทำไม่ยาก อย่างเช่น สปาร์เก็ตตี้ซอสเห็ด,ซุปไก่,ข้าวผัดกุนเชียง ตามด้วยเครื่องดื่มอย่างเช่น น้ำผลไม้ แล้วใครจะซึ้งได้อีก ก็ตบท้ายด้วยขนมก็ได้ เพราะท่าทางจะยุ่งยากเสียหน่อย รับรองแม่อิ่มท้อง อิ่มใจไปหลายวัน (ทุกเมนูควรผ่านการชิม และจดสูตรอร่อยไว้แล้วนะ ตั้งใจทำทั้งทีนี่นา)

9.ทำCD พรีเซ้นต์ จะทำเป็นไฟล์ หรือเป็นแผ่น CD หรูหรา (เพื่อความสะดวก ถ้าแม่อยากเอาไปอวดเพื่อนถึงความประทับใจ)ไม่ยากๆ เหมือนที่เราทำสไลด์ใน (hi5) นั่นล่ะ ถ้าใครทำไม่เป็น ลองถามเพื่อนๆ ดู ต้องมีสักคนล่ะ ที่ยอมมาเป็น อาจารย์สอนวิทยายุทธ์นี้ให้ โดยเลือกรูปเรากับแม่เอามาไว้เยอะ ยิ่งตอนเด็กๆ ยิ่งดี ให้แม่ย้อนถึงอดีตยิ่งซึ้งใหญ่ ประกอบด้วยเพลงแนะนำอย่าง 'ค่าน้ำนม','อิ่มอุ่น' ศุ บุญเลี้ยง, 'แม่' เสก โลโซ,เบิร์ด ธงชัย ฯลฯ ใครอยากซึ้งได้อีก แนะนำว่า ร้องคาราโอเกะใส่ดนตรีมาเลย โห แค่คิดก็น้ำตาจะไหลแล้ว
10.ปิดท้ายด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด จริงใจที่สุด ทำได้บ่อยๆ การแสดงความรัก รักแม่ เสียสละเพื่อแม่บ้าง กอดแม่บ้าง รับใช้คุณแม่ ตั้งใจเรียนเพื่อแม่ พูดไพเราะกับแม่ ไม่เถียงแม่ เชื่อฟังแม่ ฯลฯ ถ้าเราทำด้วยความรักจริงๆ รับรองเราทำได้ไม่มีเบื่อ